ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง

มีเรื่องมาเขียนเกี่ยวกับน้องปัน ปัน อีกแล้วครับ หลังจากที่น้องปัน ปัน เพิ่งจะไปหาหมอจากการ  “เป็นไข้ ” ซึ่งเป็นผลมาจากน้องปัน ปัน เป็น

ไข่ดัน (ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) จากการกระโดด เล่นมากเกินไปตามวัยเด็กๆ จึงทำให้เกิดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อักเสบแล้วก็เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่เห็นครับ
ล่าสุดวันนี้เองครับตื่นเช้ามาแม่ของน้องปัน ปัน สังเกตเห็นตาข้างหนึ่งของน้องปัน ปัน แดงผิดปกติเลยพาไปหาคุณหมอครับ คุณหมอแจ้งว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และแนะนำว่ายังเป็นไม่มากเลยให้ยาแก้อักเสบมาให้ทานครับ หมอยังแจ้งอีกว่าถ้าปล่อยให้นานกว่านี้ ก็คงต้อง “แอดมิด” เพื่อเตรียมฉีดยาสลบเพราะต้องเจาะเอาหนองออกมา ไม่ให่เกิดอักเสบรุนแรงครับ

มาดูกันว่า “ตากุ้งยิง” เกิดจากสาเหตุอะไร พ่อปัน ปัน ไปค้นใน google มาครับเห็นว่าเป้นประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ตากุ้งยิง (stye หรือ hordeolum) คือการอักเสบของต่อมไขมัน บริเวณฐานขนตา (ใต้เปลือกตา) โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อB1นัยน์ตา รักษาได้ด้วย ยาหยอดตา หรือ ยาป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ

สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมีต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” (Hordeolum,Stye) ทำให้มีก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดกุ้งยิง

กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้อสแตพไฟโลคอคคัส ต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ได้แก่

  • -เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
  • -ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด
  • -ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด

การรักษา
กุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้ การใช้ยา ควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตา ป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้น เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้

การป้องกัน
-ดูแล รักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ
-ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้การอักเสบเป็นมากขึ้น

กุ้งยิง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไป มักรักษาให้หายได้ภายใน 1 สัปดาห์ ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

ข้อมูลจาก:วิถิพีเดีย 

ได้รู้ที่มาที่ไปของการเกิด “ตากุ้งยิง” กันแล้วนะครับจะเห็นได้ว่าไม่ได้จำกัดว่าจะเกิดกับผู้ใหญ่ หรือว่าเด็กๆ ครับเพียงแต่ถ้าเกิดในผู้ใหญ่การรักษาก็จะง่ายหน่อยครับ เพราะสามารถเจาะเอาหนองออกได้เลยครับ แต่เด็กๆ วัยขนาดน้องปัน ปัน ทำไม่ได้ครับต้องมีการฉีดยาสลบก่อนครับ ถึงจะสามารถเจาะเอาหนองออกได้ครับ

เจ็บขา

วันนี้พ่อปัน ปัน โทรศัพท์คุญกับแม่ปัน ปัน ถึงเรื่องอาการป่วยของน้องปัน ปัน เพราะน้องปัน ปัน ตัวร้อนมาประมาณ 2 วันแล้ว ไปหาหมอรอบแรกคุณหมอก็ให้ยาลดไข้ทั่วไป และยาแก้แพ้อากาศ และยาฆ่าเชื้อให้มาทาน แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น หมอนัดดูอาการอีก 2-3 วัน

วันนี้แม่น้องปัน ปัน เลยพาน้องปัน ปัน ไปหาหมอรอบที่ 2 เที่ยวนี้หมอให้ยาแกอับเสบมาทาน พร้อมกับยาลดไข้ สืบเนื่องมาจาก น้องปัน ปัน ก่อนที่จะไม่สบายได้ไปกระโดด เล่นตามที่ต่างๆ ตามนิสัยของเด็กผู้ชายทั่วๆ ไป ทำให้เกิดอาการ “อับเสบ” ที่กล้าเนื้อขาและส่งผลทำให้เกิดเป็นไข้ตัวร้อนตามมาครับ

เด็กก็คือเด็กครับ ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมต้องเจ็บขาด้วย ถึงแม้ขาเจ็บแต่ก็ยังอยากจะเดินไปเล่นกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังเป็นไข้ด้วย และนี่ บริเวณหมู่บ้านของยายน้องปัน ปัน ก็มีไข้เลือดออกระบาดด้วย เพราะบ้านยายปัน ปัน ด้านหลังบ้านเป็น “สวนหมาก” และ “สวนมะปราง” เก่าครับ เรื่องยุงก็ไม่ต้องพูดถึงครับ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ

สิ่งที่เหมือนๆ กันอย่างหนึ่งระหว่างเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นไขคือ จะเบื่ออาหาร หิวน้ำเย็นๆ อารมณ์หงุดหงิด อยากที่จะนอน (อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ทานก็ได้) และอื่นๆ น้องปัน ปัน ก็เช่นเดียวกันครับถ้าตัวร้อนมาๆ ก็จะร้องไห้กวน นอนกระชับกระส่าย ร้องงอแง จนบางครั้งต้องนอนซบอกแม่ น้องปัน ปัน ถึงจะนอนหลับไปได้

สำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ถ้าเมื่อไรลูกไม่สบายหรือป่วย ก็ต้องเป็นกังวนและเป็นห่วงลูกครับ เพราะเด็กยังบอกไม่ได้ว่าเจ็บป่วยที่ไหน หรือว่าอาการเป็นอย่างอย่างเดียวที่ทำได้คือ “การร้องไห้” ครับ พ่อและแม่ต้องช่วยกันสังเกตุให้ดีครับ เพราะใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด แม้แต่หมอเองก็จะรักษาตามอาการที่เจอครับ หมอก็ยังต้องมาถามพ่อและแม่ว่าลูกมีอาการอย่างนั้น อย่างนี้หรือเปล่า อันนี้สำคัญที่เดียวครับ

วัยเรียนรู้

วัยเรียนรู้

น้องปัน ปัน ตอนนี้ก็อายุ 2 ขวบกับ 4 เดือนแล้วซึ่งจากการที่พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ได้เลี้ยงดูเองอย่างใกล้ชิดทำให้ได้เห็นพฤติกรรมต่างๆ และการเรียนรู้ของลูกชายในด้านต่างๆ พ่อปัน ปัน เลยอยากนำมาบอกกล่าวให้ได้อ่านกันครับ อย่างน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครับ

ด้านสุขภาพร่างกาย
เมื่อเด็กเล็กๆ ได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่อยู่ทุกวัน พ่อปัน ปัน มีความเชื่อว่าจะมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ระดับหนึ่งครับ ซึ่งพ่อปัน ปัน สังเกตจากน้องปัน ปัน เมื่อมาอยู่ระยองกับพ่อละแม่แล้ว ไม่ค่อยเจ็บป่วยหรือเป็นไข้เลยครับ อีกทั้งยังสดใสร่าเริงตามภาษาของเด็กๆ ซึ่งวัยขนาดนี้ต้องการเล่นสนุกสนาน ไปวันๆ ครับ เพราะตื่นเช้ามา หรือว่าตอนเย็น เห็นพ่อปัน ปัน ที่ไรก็ต้องชวนให้มาเล่น “เตะฟุตบอล” ทุกครั้งไป บางครั้งพ่อปัน ปัน แอบไปนอนก็จะมาเรียกให้ไปเล่นด้วยเสมอๆ

ด้านความรัก
อันนี้พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ให้ความสำคัญมากครับผม ก่อนออกไปทำงาน และ หลังจากกลับจากทำงาน พ่อปัน ปัน จะต้องหอมแก้มน้องปัน ปัน ทั้ง 2 ข้างเสมอๆ เพื่อให้ลูกชายคุ้นเคยกับเรามากที่สุด และจะต้องทำเป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเด็กๆ เขาจะค่อยๆซึมซับได้เองครับ

ด้านพฤติกรรม
สำหรับพฤติกรรมการแสดงออกด้านอารมณ์ “วัยกรี๊ด” ตอนนี้หายไปแล้วและไม่ค่อยเจอ ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัยของเด็กก็เป็นไปได้ และส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากสิ่งแวดล้อมครับ เพราะถ้าเมื่อไรน้องปัน ปัน กลับไปเจอเพื่อนๆ รุ่นพี่ ที่บ้านคุณยายก็จะเริ่มมี เสียงกรี๊ดให้เห็นครับ อาจจะเลียบแบบพี่ๆ หรือว่า ต้องการสื่อสารกับพี่ๆ ให้เข้าใจก็ได้เพราะตัวน้องปัน ปัน ยังคุยกับเพื่อนๆ รุ่นพี่ยังไม่รู้เรื่องครับ

ด้านระเบียบวินัย
อันนี้ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ เพราะเด็กๆ จะไม่ค่อยชอบเรื่องการบังคับ ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ครับ “เรื่องการอาบน้ำ” ถ้าวันไหนน้องปัน ปัน อยากอาบน้ำเอง เรียก คำเดียวว่า “น้องปัน ปัน ไปอาบนะครับ” ก็จะเดินนำหน้าเข้าห้องน้ำเลยครับ แต่ถ้าวันไหนยังไม่อยากอาบ ก็ต้องหลอกล่อกันสุดฤทธิ์ครับ ทั้งพ่อและแม่ อีกหนึ่งตัวอย่าง เป็นเรื่องของการเก็บของเล่น อันนี้ฝึกให้เด็กมีความรับผิดอย่างหนึ่งครับ เพราะเมื่อน้องปัน ปัน นำของเล่นต่างๆ มาเล่นแล้วเกะกะ ตอนเลิกเล่นก็ต้องบอก “น้องปัน ปัน เล่นแล้วก็ต้องช่วยเก็บนะครับ” ซึ่งก็ได้ผลครับถึงจะไม่เรียบร้อยหมดแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ และพ่อกับแม่ต้องช่วยเขาเก็บด้วยครับ พร้อมทั้งให้กล่าวคำชมเชย หรือ แสดงความยินดีว่าเขาทำงานสำเร็จด้วยครับ (พ่อปัน ปัน ใช้วิธีการตบมือ และกล่าวคำชมเชยครับ)

เป็นอย่างไรบ้างครับ มันอาจจะเป็นการยากในบางเรื่อง และเหนื่อยด้วยแต่ว่า “มีความสุข” ซึ่งพ่อปัน ปัน ว่าท่านไหนที่มีลูกเล็กๆ ในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างจากนี้ไปมากครับ ซึ่งถ้าได้เลี้ยงลูกเองด้วยแล้ว ซึ่งการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เลี้ยงง่ายครับ แต่ว่า “เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี” อันนี้สิครับเป็นสิ่งที่ท้าทายพ่อแม่ทุกคนที่ต้องทำให้ได้ครับ

น้องปัน ปัน เดินทางไกล

น้องปัน ปัน

วันนี้น้องปัน ปัน ต้องเดินทางไกลเพื่อกลับต่างจังหวัด “นครราชสีมา” ครับ เพราะคุณตามารับตั้งแต่เมื่อวานนี้ คุณตาเดินทางมาหาหมอ แล้วก็เลยต่อมารับน้องปัน ปัน กลับโคราชครับ

น้องปัน ปัน เห็นคุณตาก็ดีใจครับวิ่งโชว์ใหญ่เลย แนะนำโน่น แนะนำนี้ทั้งๆ ที่น้องปัน ปัน ยังพูดไม่ชัดแต่ก็พยายามครับ เล่นเอาคนฟังต้องแปลศัพท์เอาเอง แถบเดาอีกตั้งหากครับ

สำหรับความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก และระหว่างญาติๆ ของสังคมไทยไม่อาจที่จะแยกกันออกได้ครับ ด้วยพื้นฐานของสังคมบ้านเราแล้ว การมีน้ำใจ การแบ่งปันกัน และการเลี้ยงดู โดยเฉพาะน้องปัน ปัน ยังเป็นเด็กต้องมีคนคอยเลี้ยงดูอยู่

สิ่งหนึ่งที่เด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน รับรู้ได้จากสัมผัสนั่นคือ “ความรัก” ครับ เพราะเขารับรู้ได้ด้วยเซนพิเศษ ที่มนุษย์ทุกคนต้องมี หรือแม้แต่สัตว์ต่างๆ ก็เช่นกัน ครอบครัวไหนมีเด็กๆ อยู่ในบ้านก็จะสนุกสนานคลื้นเครงครับ เพราะได้ยินเสียงหัวเราะ ดีใจ เสียวร้องไห้ บ้างในบางครั้งซึ่งเป็นเรื่องปกติขิงอารมณ์เด็กๆ คนที่เป็นพ่อ หรือ แม่ บ้างครั้งเหนื่อยแสนเหนื่อยครับ แต่ก็มีความสุขเพราะได้อยู่พร้อมหน้า พ่อแม่ลูก

นี่พอน้องปัน ปัน กลับถึงโคราชแล้ว พ่อปัน ปัน โทรฯ ไปคุยกับแม่น้องปัน ปัน เห็นบอกว่าตื่นเต้นใหญ่เลย ไม่ยอมนอนหลับ เพราะได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่บ้านคุณยาย อย่างมากมาย เพราะอยู่ที่ระยองน้องปัน ปัน จะอยู่แต่ในบ้านครับ ไม่ค่อยออกไปไหน เพราะเด็กๆ ในหมู่บ้านมีน้อย และส่วนมากก็เข้าโรงเรียนกันหมดแล้ว ซึ่งกว่าจะกลับมาจากโรงเรียนก็มือค่ำแล้วครับ

บรรยากาศบ้านที่ระยอง ตอนนี้ก็เงียบๆ ครับ เพราะพ่อปัน ปัน อยู่คนเดียวหลังจากที่น้องปัน ปัน กลับถึงโคราชแล้ว ซึ่งถามว่าเหงาไหม “เหงา” ครับ เพราะเคยได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงพูดจาต่างๆ ตามประสาของเด็ก แต่ก็คงไม่นานเพราะพ่อปัน ปัน ก็ต้องเดินทางกลับไปรับน้องปัน ปัน อยู่นี่ ก็ต้องประมาณ 1 อาทิตย์ หลังจากนี้ครับ

ช่วงนี้พ่อปัน ปัน เลยมีเวลาเยอะในการเล่น net เพราะลูกชายไม่มากวนครับ เรียกว่าได้อย่าง เสียอย่าง แต่ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรหนัก เพราะ “คิดถึง” น้องปัน ปัน  ครับ

สิ่งที่เด็กกลัวที่สุด

น้องปัน ปัน และแม่ปัน ปัน

พ่อปัน ปัน มีโอกาสเข้าอบรมเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการปฎิบัติงาน ซึ่งมีความสำคัญกับทุกสาขาอาชีพ เพียงแต่ว่าจะนำไปปฎิบัติหรือไม่ ก็เท่านั้นเองครับ

อาจารย์ที่มาเป็นวิทยากรในการให้ความรู้ก็ได้นอกเรื่องบ้างเล็กน้อย บังเอิญว่ามีเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆ ซึ่งพ่อปัน ปัน เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังอ่านครับ

ถ้าจะบอกว่าเด็กๆ กลัวอะไรบ้างพ่อปัน ปัน ก็คงจะบอกไม่หมดหรือไม่ครบครับ เพราะเด็กๆ ก็จะกลัวไปทั่วยกตัวอย่าง เช่น กลัวผี กลัวความมืด กลัวเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า กลัวเสียงหมาเห่า หรือ กลัวเสียงสัตว์ต่างๆ ซึ่งการกลัวนั้นเขาจะมีเหตุผลในการกลัวครับ เพียงแต่เราที่เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้สาเหตุเท่านั้นเองครับ

แต่เรื่องที่พ่อปัน ปัน นำมาเขียนวันนี้มีเหตุผล ในตัวของมันเองครับว่า “ทำไมเด็กถึงกลัวสิ่งนี้” กันครับ และพ่อปัน ปัน ขอบอกไว้ก่อนนี่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ครับ

1.กลัวไม่มีคนรัก
หลายๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีลูก ซึ่งเมื่อลูกเราดื้อ หรือซนหลายๆ คนอาจจะขู่ลูกว่า “เดี๋ยวมีตำรวจมาจับนะ” หรือ “อย่าโดนตีนะ” หรืออื่นๆ อีกมากที่ผู้ใหญ่ล้วนอ้างเหตุผลเสมอๆ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ นั้นเด็กจะจดจำไปจนโตครับ ก็จะกลัวสิ่งเหล่านั้นต่อไป ด้วยสัญชาติญาณของคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่กลัวมากที่สุด “กลัวไม่มีคนรัก” เพราะเด็กยังอ่อนต่อโลกยังมีสมองในส่วนไตร่ตรองน้อยครับ ซึ่งจะต่างกับผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งผ่านร้อน ผ่านหนาวมาหลายฤดูแล้ว ซึ่งช่วงแรกๆ เด็กอย่าจะไม่เชื่อแต่ถ้าเราทำบ่อยๆ และพูดประจำๆ ว่า “ถ้าหนูดื้อ หรือ ซนเกินไป” จะไม่มีใคร่รักนะครับ ไม่ช้าไม่นานก็จะนิ่งและวิ่งเข้ามาหา และเข้ามากอดครับ เพราะเด็กๆ ห่วงและคิดว่าพ่อแม่ และญาติๆ ที่รู้จักนี่ล่ะ ถ้าอยู่ใกล้ไว้ก็จะปลอดภัยครับ

2. กลัวถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนมีการติดต่อสือสารกัน หลักการนี้จึงนำมาใช้กับเด็กๆ ได้ครับ พ่อปัน ปัน เจอเข้ากับตัวเองครับ

พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะออกไปข้างนอกแต่น้องปัน ปัน ไม่ยอมอาบน้ำ และไม่ยอมมาแต่งตัว พ่อปัน ปัน เลยใช้ไม้เด็ด อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็สตาร์รถออกนอกบ้านไปเลยครับ เท่านั้นล่ะครับร้อยๆ ทั้งร้อย ร้องไห้วิ่งตามรถครับ หลังจากนั้นพ่อปัน ปัน ก็จะพูดคำนี้เรื่อยๆ และบ่อยๆ ซึ่งก็ได้ผลครับ ถ้าน้องปัน ปัน รู้ว่าพ่อกับแม่จะออกไปข้างนอกบ้าน แล้วชวนน้องปัน ปัน ไปอาบน้ำก็จะรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ และให้ถอดเสื้อผ้า ให้อาบอย่างอิดอ็อดเลยครับ

สิ่งที่พ่อปัน ปัน เขียนไม่จำเป็นว่าจะใช้ได้กับเด็กๆ ทั้งหมดทุกคนครับ มีหลายๆ อย่างที่เด็กมีเหตุผลของตัวเอง แต่สือสารให้เราฟังได้ไม่รู้เรื่อง ซึ่งเราแปลกแปลโค้ดไม่ได้เองครับ ถ้าเพือนๆ มีเรื่องแนะนำก็สามารถแนะนำได้ครับ

Page 1 of 4812345102030...Last »