รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

เมื่อคนที่เป็นพ่อแม่คน ต้องตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไปเกี่ยวกับลูก เพราะสิ่งที่จะส่งผลตามมาคือ “ความเสียใจ” ทีไม่อาจนำกลับคืนมาได้ ทั้งคนที่เป็นพ่อแม่ และตัวของลูกเอง

เมื่อน้องปัน ปัน ดื้อก็ต้องโดนตี เพียงแต่เป็นการตีให้รู้จักจดจำ และเรียนรู้ไม่ได้เจ็บปวดร้ายแรงอะไร (ในความรู้สึกของผู้ใหญ่) ซึ่งน้องปัน ปัน ก็ร้องไห้และวิ่งไปให้แม่โอ๋และปลอบประโลม อีกทั้งยังร้องไห้แบบสะอึกสะอื้นอีกตั้งหาก

เรื่องมีอยู่ว่าพ่อกับแม่กับกำลังเตรียมอาหารเพื่อจะกินกัน รวมทั้งตัวน้องปัน ปัน ด้วย โดยเราสาม 3 คนช่วยกันตั้งโต๊ะอาหาร พ่อและแม่ก็เตรียมอาหารใส่จานเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวยุ่งน้อยน้องปัน ปัน ก็มาเลยครับเอามือจุ่มลงในถ้วยกลับข้าว พ่อกับแม่ก็บอกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้นะครับ ต้องใช้ช้อนตักกินเอา แต่ก็ยังไม่ฟัง อีกทั้งยังจะมาตีพ่ออีกตั้งหาก

พ่อปัน ปัน ก็จัดการจับมือที่ตีพ่อนั่นแหล่ะมาตีเสีย 2 ที เท่านั้นแหล่ะครับน้องปัน ปัน ร้องไห้แล้วก็วิ่งไปหาแม่ ร้องอยู่นานพอสมควร หลังจากนั้นแม่ก็มาบอกว่า “ทำไมน้องปัน ปัน ถึงถูกตี” ซึ่งน้องปัน ปัน ก็เหมือนจะรู้เรื่องที่บอก อีกทั้งพ่อและแม่ยังบอกกับลูกชายว่า “ตีเพราะความรัก” ไม่ได้เกลียดลูกแต่อย่างไรครับ

หลังจากนั้นไม่นานน้องปัน ปัน ก็กลับมาวิ่งเล่นได้ตามปกติ และเล่นซนตามเรื่องราว พ่อกับแม่ก็เลยมานั่งคุยกันว่า หากว่าเราจะสอนลูก หรือมีการลงโทษลูกสักครั้ง การให้ท้ายและโอ๋ลูกแบบไม่มีเหตุผลไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะเมื่อเด็กโตขึ้นไปมากกว่านี้ก็จะสอนยากขึ้นในทุกๆ เรื่อง

อย่างที่สุภาษิตของไทยที่พ่อปัน ปัน นำมาวันนี้ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ซึ่งพ่อปัน ปัน ว่ายังใช้ได้ดีในทุกยุค ทุกสมัยครับ เพราะตอนที่พ่อปัน ปัน เป็นเด็กก็เคยถูกพ่อและแม่ตีเพื่อสั่งสอนในสิ่งที่เราทำไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หนีไปเล่นน้ำทั้งที่ตัวเองยังว่ายน้ำไม่เป็น หนีไปตกปลา หรืออื่นๆ

สำหรับคนโบราณสมัยก่อนเค้ามีวิธีการสอนที่เรียนรู้จากประสพการณ์ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” สำหรับวัวถามว่าทำไมต้องผูกมันด้วยปล่อยให้เล่นเป็นอิสระไม่ดีกว่าเหรอ ก็คงมีเหตุผลว่า ถ้าหากไม่ผูกไว้วัวก็คงไปเที่ยวกินพืชผักของเพื่อนบ้าน เรียกได้ว่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งเพื่อนบ้านเรา และตัวเราเองนั่นเอง

รักลูกให้ตี ก็คงเป็นการเปรียบเทียบนั่นเองครับ เพราะถ้าหากเราต้องการให้ลูกเราเป็นเด็กดี เชื่อฟังในคำสั่งสอน ในบ้างครั้งเราก็ต้องอบรมสั่งสอน หรือบ้างครั้งก็ต้องมีการตีให้รู้สึกเจ็บ ถึงแม้คนตีจะเจ็บกว่าก็ตามครับ คงไม่มีพ่อและแม่คนไหนหรอกนะครับ เมื่อตีลูกแล้วรู้สึกสบายใจหรือดีใจ

คำสอนอีกอย่างหนึ่งที่พ่อปัน ปัน ยังจำมาจากคุณย่าของน้องปัน ปัน นั่นก็คือ “ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย” ซึ่งก็คงจะคล้ายกับ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” นั่นเองครับ

Comments

7 Responses to “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
  1. หมออนาเมา พูดว่า:

    ผมเคยน้อยใจและเสียใจเหมือนกันครับเมื่อตอนเด็กๆ ที่โดนพ่อแม่ตี ท่านไม่อธิบายเหตุผลว่าตีเพราะอะไร แต่มีเพื่อนอีกคนพ่อแม่เ้ค้าไม่เคยตีลูกเลย รู้สึกอิจฉาในตอนนั้น…แต่ปลายทางแห่งความสำเร็จเราจึงรู้ว่า ได้ดีเพราะไม้เรียวจริงๆครับ

  2. ไอ้ติวเตอร์ พูดว่า:

    :cry: แบบอาหมอ เปี๊ยบ เลย อิอิ

  3. กระปาล์ม พูดว่า:

    ผมไม่เคยโดนตีนะครับ ซนอยู่แต่ก็ไม่มากมาย

  4. 10Logic.com พูดว่า:

    เจ็บจะได้จำ ผมโดนประจำเลย

  5. PatSonic พูดว่า:

    หลายครั้งที่เคยโดน ผมก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลนัก ทำไมต้องตี ผิดมากแค่นั้นเลยรึเปล่า
    การเป็นพ่อแม่คนนั้นลำบากนะ ต้องชั่งน้ำหนักเหตุผล ว่า สิ่งที่ลูกทำ มันผิดเพียงพอกับการตีหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะพ่อแม่อารมณ์ไม่ดี หรือควบคุมอารมณ์ตัวเองไมได้กันแน่ หลายครั้ง พ่อไม่ฟังเหตุผลของลูกด้วยซ้ำ ต่อให้ชี้แจงก็ไม่ฟัง สุดท้าย ลูกโดนตีอย่างไม่ปรานีปราศรัย ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้ทำผิดด้วยซ้ำ อันนี้แย่นะ

    นี่แหละ ตัวอย่างของการมีพ่อแม่ที่ไม่ดี

    เท่าที่อ่านมา ผมว่า ทำหน้าที่กันได้ดีแล้วครับ ใช้เหตุผล คุยกันให้เข้าใจว่า ทำไมต้องดี และไม่มีให้ท้าย

  6. อนงค์ พูดว่า:

    เชื่อเสมอว่าเป็นคำสอนที่ใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย จริง ๆ แต่ถ้าพอและแม่ไม่ตี ลูกโตไป สักพักก็จะมีเรื่องพ่อแม่ รังแกฉันละคะ งานนี้ ไม่รู้จะเอายังไงดี

  7. ต้องตีให้แรงเท่าวัวเลยมั้ย จะได้รู้ว่ารักมาก

Post a Comment