สิ่งที่เด็กกลัวที่สุด
พ่อปัน ปัน มีโอกาสเข้าอบรมเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการปฎิบัติงาน ซึ่งมีความสำคัญกับทุกสาขาอาชีพ เพียงแต่ว่าจะนำไปปฎิบัติหรือไม่ ก็เท่านั้นเองครับ
อาจารย์ที่มาเป็นวิทยากรในการให้ความรู้ก็ได้นอกเรื่องบ้างเล็กน้อย บังเอิญว่ามีเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆ ซึ่งพ่อปัน ปัน เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังอ่านครับ
ถ้าจะบอกว่าเด็กๆ กลัวอะไรบ้างพ่อปัน ปัน ก็คงจะบอกไม่หมดหรือไม่ครบครับ เพราะเด็กๆ ก็จะกลัวไปทั่วยกตัวอย่าง เช่น กลัวผี กลัวความมืด กลัวเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า กลัวเสียงหมาเห่า หรือ กลัวเสียงสัตว์ต่างๆ ซึ่งการกลัวนั้นเขาจะมีเหตุผลในการกลัวครับ เพียงแต่เราที่เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้สาเหตุเท่านั้นเองครับ
แต่เรื่องที่พ่อปัน ปัน นำมาเขียนวันนี้มีเหตุผล ในตัวของมันเองครับว่า “ทำไมเด็กถึงกลัวสิ่งนี้” กันครับ และพ่อปัน ปัน ขอบอกไว้ก่อนนี่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ครับ
1.กลัวไม่มีคนรัก
หลายๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มีลูก ซึ่งเมื่อลูกเราดื้อ หรือซนหลายๆ คนอาจจะขู่ลูกว่า “เดี๋ยวมีตำรวจมาจับนะ” หรือ “อย่าโดนตีนะ” หรืออื่นๆ อีกมากที่ผู้ใหญ่ล้วนอ้างเหตุผลเสมอๆ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ นั้นเด็กจะจดจำไปจนโตครับ ก็จะกลัวสิ่งเหล่านั้นต่อไป ด้วยสัญชาติญาณของคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่กลัวมากที่สุด “กลัวไม่มีคนรัก” เพราะเด็กยังอ่อนต่อโลกยังมีสมองในส่วนไตร่ตรองน้อยครับ ซึ่งจะต่างกับผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ซึ่งผ่านร้อน ผ่านหนาวมาหลายฤดูแล้ว ซึ่งช่วงแรกๆ เด็กอย่าจะไม่เชื่อแต่ถ้าเราทำบ่อยๆ และพูดประจำๆ ว่า “ถ้าหนูดื้อ หรือ ซนเกินไป” จะไม่มีใคร่รักนะครับ ไม่ช้าไม่นานก็จะนิ่งและวิ่งเข้ามาหา และเข้ามากอดครับ เพราะเด็กๆ ห่วงและคิดว่าพ่อแม่ และญาติๆ ที่รู้จักนี่ล่ะ ถ้าอยู่ใกล้ไว้ก็จะปลอดภัยครับ
2. กลัวถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนมีการติดต่อสือสารกัน หลักการนี้จึงนำมาใช้กับเด็กๆ ได้ครับ พ่อปัน ปัน เจอเข้ากับตัวเองครับ
พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะออกไปข้างนอกแต่น้องปัน ปัน ไม่ยอมอาบน้ำ และไม่ยอมมาแต่งตัว พ่อปัน ปัน เลยใช้ไม้เด็ด อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็สตาร์รถออกนอกบ้านไปเลยครับ เท่านั้นล่ะครับร้อยๆ ทั้งร้อย ร้องไห้วิ่งตามรถครับ หลังจากนั้นพ่อปัน ปัน ก็จะพูดคำนี้เรื่อยๆ และบ่อยๆ ซึ่งก็ได้ผลครับ ถ้าน้องปัน ปัน รู้ว่าพ่อกับแม่จะออกไปข้างนอกบ้าน แล้วชวนน้องปัน ปัน ไปอาบน้ำก็จะรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ และให้ถอดเสื้อผ้า ให้อาบอย่างอิดอ็อดเลยครับ
สิ่งที่พ่อปัน ปัน เขียนไม่จำเป็นว่าจะใช้ได้กับเด็กๆ ทั้งหมดทุกคนครับ มีหลายๆ อย่างที่เด็กมีเหตุผลของตัวเอง แต่สือสารให้เราฟังได้ไม่รู้เรื่อง ซึ่งเราแปลกแปลโค้ดไม่ได้เองครับ ถ้าเพือนๆ มีเรื่องแนะนำก็สามารถแนะนำได้ครับ
วัยกรี๊ด
พูดถึงเรื่องกรี๊ด…ดดด ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลากคงไม่เหมาะสม แต่สำหรับวัยเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นพัฒนาการของเด็กขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะบอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าตัวเค้าเองมีพลังนะครับ
พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ได้เจอกับตัวเองครับถึงเหตุการณ์ที่ลูกชาย ร้องกรี๊ดๆ เวลาที่ต้องสิ่งขออะไร ก็ตามหรือแม้แต่เวลาไม่ได้สิ่งใดๆ ทันใจก็จะกรี๊ดครับ ซึ่งบางครั้งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นพี่เวลาปัน ปัน หัวเราะดีใจแบบสุดๆ ก็ยังกรี๊ดเลยครับ
พ่อปัน ปัน กำลังจะบอกว่าเด็กในวัยขนาดน้องปัน ปัน ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง ยังแยกแยะไม่ออกว่า กรี๊ดเสียงดังๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเค้ายังสื่อสารด้วยคำพูดให้เราเข้าใจยังไม่ได้ เลยต้องหาวิธีพัฒนาเพื่อจะสามารถสื่อสารกับเราได้ สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน พ่อปัน ปัน นำวิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ดมาฝากครับ
วิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ด
1. อิสระในการเรียนรู้ ไม่ได้หมายความว่าให้ตามใจลูก แต่เด็กวัยนี้คือวัยที่กำลังเรียนรู้ ชอบสำรวจ บางครั้งด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นพ่อแม่อาจห้ามไม่ให้เล่นบ้าง ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ควรดูเขาอยู่ห่างๆและให้เขาลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะหากพ่อแม่ไปห้ามลูกบ่อยๆซึ่งในบางครั้ง เขาสามารถเล่นเองได้ และไม่อันตรายนั้น เมื่อโตมาเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง2. วางเฉย เมื่อลูกเริ่มกรี๊ด โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ก็จะสั่งให้หยุดเดี๋ยวนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว พ่อแม่ควรอยู่เฉยๆ อย่าไปทำตามข้อเรียกร้องของลูก มิเช่นนั้นเมื่อเขาอยากได้อะไรเขาก็จะใช้วิธีนี้ในการเรียกร้องความต้องการ
แม้ว่าในบางครั้งเสียงกรี๊ดมากๆ ของลูก อาจทำให้พ่อแม่เกิดอาการปี๊ด…ดดด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน บางทีก็อยากตัดความรำคาญหรืออาจจะเกรงใจคนรอบข้างเวลาที่พาออกไปข้างนอก ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องใจแข็งพอสมควร เด็กๆร้องไปสักพักก็จะเหนื่อย เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจด้วยแล้ว เดี๋ยวก็หยุดร้องกรี๊ดได้เอง
3. เหตุผล ไม่ว่าลูกจะร้องกรี๊ดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม พ่อแม่ต้องพูดกับลูกด้วยเหตุผล การร้องเพราะถูกขัดใจ ก็ต้องบอกลูกว่าถ้าอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งคุณแม่ต้องทำแบบนี้ให้สม่ำเสมอ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะลูกจะสับสน
4. สื่อสารกับลูกให้เยอะๆ บางครั้งที่ลูกอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ยังไม่สามารถอธิบายบอกได้ คุณแม่ใช้วิธีถามนำว่าลูกอยากได้อะไร จะเอาของเล่นเหรอ จะกินน้ำเหรอ อะไรทำนองนี้ เพราะลูกจะได้สื่อสารกับเราได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกให้ลูกได้พูดไปด้วยในตัว โดยใช้คำพูดง่ายๆ กระชับ ถ้าพูดยาวจนเกินไปเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย ต่อไปเขาก็จะรู้จักพูดคุยกับเรา ไม่ใช่วิธีการกรี๊ดแน่นอน
5. ชื่นชม ถ้าสิ่งไหนที่ลูกทำแล้วเป็นสิ่งดี ก็อย่าลืมหยอดคำชมรอยยิ้ม หรือแสดงอาการให้เขาเห็นว่าคุณพอใจมากๆ ที่เขาทำสิ่งที่ดีๆ ลูกก็จะเรียนรู้และอยากทำในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม
6. แบบอย่าง เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการที่พ่อแม่ต้องเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมได้เร็วมาก หากแม่ไม่พอใจแล้วโมโหเกรี้ยวกราดใส่ลูก ลูกก็จะกรี๊ดเหมือนที่แม่ทำ
7. ได้และไม่ได้ พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกรู้จักคำว่าได้และไม่ได้ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องของความสมหวังและผิดหวังซึ่งควรมีเหตุผลกำกับด้วยทุกครั้งว่าทำไมลูกถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้เพราะถ้าลูกเรียนรู้ที่จะได้อย่างเดียว ลูกจะไม่รู้จักความผิดหวังแต่ถ้าลูกเรียนรู้แต่ความผิดหวัง เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “พอดี”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อพื้นฐานในการสอนลูกให้มีความน่ารักมายิ่งขึ้น ซึ่งพ่อแม่ต้องมีวินัยที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปตามกติกามารยาททางสังคมได้ตามวัย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรัก” ซึ่งพ่อแม่ต้องรักอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านอารมณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา:หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
โดยส่วนตัวแล้วพ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะใช้วิธีการวางเฉยเมื่อน้องปัน ปัน กรี๊ดและก็จะพูดกับน้องปัน ปัน ว่า “ไม่ดี นะลูก ปัน ปัน ต้องรู้จักรอ , หรือไม่ก็พูดกับน้องปัน ปัน ว่า ปัน ปัน ต้องการแสดงพลังเสียงใช่ไหมลูก” อีกวิธีที่พ่อปัน ปัน ทำเป็นประจำคือจะหันเหความสนใจ ไปหาอย่างอื่นๆ ที่น้องปัน ปัน ไม่ได้สนใจในขณะนั้น
พ่อแม่ท่านใดมีวิธีรับมือกับลูกน้อยในวัยกรี๊ด อย่างไรกันบ้างลองช่วยกัน Comment เข้ามานะครับ พ่อปัน ปัน จะได้นำไปปรับเปลี่ยนใช้กับน้องปัน ปัน ครับ

Tags: