ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส

 

วัคซีนอีสุกอีใส 

สำหรับวัคซีนอีสุกอีใสพ่อปัน ปัน ได้เขียนไว้แล้วครับ ซึ่งวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนที่ไม่ใช่วัคซีบังคับ ซึ่งก็หมายถึงวัคซีนทางเลือกครับ สำหรับพ่อแม่ของน้องๆ ที่ไม่ต้องการให้ลูกเป็นอีสุกอีใสครับ ซึ่งก็ยังมีวัคซีนตัวอื่นๆ อีกครับที่เป็นวัคซีนทางเลือกแล่วพ่อปัน ปัน จะนำมาเขียนบ่อยๆ ครับ

ส่วนเรื่องการเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนต่างๆ คุณหมอแนะนำว่าควรดูแลเด็กๆ ไม่ให้ป่วย หรือเป็นไข้ เพราะจะได้สามารถหาสาเหตุได้ว่าเด็กจะแพ้วัคซีนชนิดนั้นๆ หรือไม่ครับ เพราะเป็นผลข้างเคียงของตัววัคซีนที่เข้าไปในร่างกายเด็กครับ ซึ่งเจ้าวัคซีนมันก็เป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายเด็กครับ ร่างกายของเด็กก็จะเริ่มปรับตัวเพื่อยอมรับสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ หรือไม่ อย่างไร

พ่อปัน ปัน พาน้องปัน ปัน ไปฉีดวัคซีนอีสุกอีใสในวันที่ 1 มค. 53 ที่ผ่านมาครับ การเตรียมตัวก็ไม่มีอะไนมาก พยาบาลก็ช่วยชั่งน้ำหนักของ ปัน ปัน วัดความสูง หลังจากนั้นก็ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายทั่วๆ ไปครับ อย่างเช่นตรวจการหายใจ ก็คือการตรวจปอดครับ ตรวจฟันของปัน ปัน ตรวจหู ตรวจการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ตามหลักของแพทย์ที่เรียนมาครับ

ถึงช่วงเวลาที่สำคัญคุณหมอบอกว่านำตัวน้องปัน ปัน นอนเป็นที่นอนเพื่อเตรียมฉีควัคซีน พ่อปัน ปัน ต้องกอดตัวปัน ปัน และล็อกปัน ปัน ไว้เพื่อไม่ให้น้องปัน ปัน ดิ้น พยาบาลก็ช่วยจับขาปัน ปัน เพราะปัน ปัน ดิ้นแรงมาก พร้อมทั้งร้องตะโกนเสียงดังทั่วห้องคุณหมอเลยครับ หลังจากนั้นคุณหมอก็ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสให้น้องปัน ปัน ครับโดยฉีดเข้าที่หน้าขาของปัน ปัน น้องปัน ปัน ก็ร้องดังกว่าเดิมครับเพราะเจ็บและตกใจ จนหมอต้องแอบแซวน้องปัน ปัน ปอดแข็งแรงดีนะจ้ะ ร้องเสียงดังเชียว

สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มนี้ก็ประมาณ 1,700 บาทครับ ซึ่งถือว่าแพงครับเพราะเป็นโรงพยาบาลของเอกชนครับ ซึ่งหลังจากที่น้องปัน ปัน ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสเข็มแรกนี้แล้ว คุณหมอก็นัดมาฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4 ขวบเลยครับก็เป็นอันว่าวัคซีนอีสุกอีใสต้องฉีด 2 เข็มครับ โดยหมอจะนัดไปฉีดตามระยะห่างจากเข็มแรกเองครับ

เรื่องของวัคซีนในเด็กเล็กที่เป็นตัวเสริมยังมีอีกเยอะครับ ถ้าตอนนี้ลูกเรายังไม่ได้ไปโรงเรียนก็ไม่เป็นอะไรเพราะเราสามารถควบคุมได้ ว่าไม่ให้ลูกไปเล่นที่ไหน หรือเล่นกับใคร แต่ถ้าเมื่อไรที่ลูกเราได้ไปโรงเรียนแล้ว เราก็จะควบคุมไม่ได้เพราะเด็กๆ ต่างๆ ก็เล่นกันสนุกสนานโดยไม่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย หรือป่วย ก็อาจจะทำให้ลูกของเราติดมาด้วยก็ได้ครับ

ปัน ปันเป็นไข้

ปรอทวัดไข้เด็ก

ปรอทวัดไข้เด็ก

 

วันนี้แม่ของน้องปัน ปัน โทรฯมาหาพ่อปัน ปัน ตั้งแต่เช้าตรู่เลยเกี่ยวกับเรื่องน้องปัน ปัน มีอาการตัวร้อนและเป็นไข้ตั้งแต่เมื่อคืน วันที่ 25 ธ.ค. 52  นี้  แม่ปัน ปัน ก็ให้ทานยาลดไข้สำหรับเด็กไป แล้วก็เช็ดตัวให้แล้ว สำหรับอาการโดยรวมนั้น ปกติเวลาที่น้องปัน ปัน เป็นไข้จะมีอาการงอแง ร้องไห้ แบบไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวครับ

สำหรับสาเหตุของการเป็นไข้จากการวิเคราะห็ของแม่ปัน ปันน่าจะมาจาก เมื่อวานน้องปัน ปัน อาบน้ำ 4 ครั้ง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของแม่ปัน ปัน และญาติๆ ทั้งหลาย เรื่องของเรื่องก็คือน้องปัน ปัน  ได้วิ่งเล่นตามปกติ แล้วด้วยความที่มีคนเลี้ยงเยอะมากไม่ได้บอกกันว่า คนนั้นคนนี้อาบน้ำให้น้องปัน ปัน แล้ว เลยต้องอาบน้ำกับหลายรอบมากครับ และอากาศที่บ้านน้องปัน ปัน  (โคราช ) ก็คงเย็นกว่าปกติ เลยอาจจะทำให้ร่างกายของเด็กปรับตัวไม่ทัน ตกดึกเลยเกิดอาการตัวร้อน และเป็นไข้ตามที่บอกครับ

นี่ก็เป็นข้อคิดอย่างหนึ่งของคนที่เป็นพ่อและแม่ของน้องๆ ครับรวมทั้งคนเลี้ยงเด็กด้วยครับ ของอะไรก็แล้วแต่ทำเกินดีเกินไปมันก็เป็นผลเสียเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าจะดีเสอมไปครับ นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่พ่อและแม่ของน้องปัน ปัน ต้องจำไว้ครับ เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกของตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วยหรอกครับ

ตอนเย็นวันนี้แม่ของน้องปัน ปัน ได้พาปัน ปัน ไปหาหมอเพื่อให้หมอตรวจดูอาการ เนื่องจากปัน ปัน นอกจากจะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้แล้ว ยังมีอาการอาเจียนเป็นระยะด้วยครับ ตอนเย็นยิ่งงอแงใหญ่เลย หมอจ่ายยาลดไข้ แล้วก็ยังมียาลดอาการอาเจียนมาให้ด้วยครับ อย่างน้อยก็ต้องกินยาติดต่อกันอีกก็ประมาณ 3-4 วันถึงอาการจะดีขึ้นมาเหมือนเดิมได้ครับ

นี่พ่อปัน ปัน ยังไม่รู้เลยว่าน้องปัน ปัน จะหายทันที่จะได้ไปเที่ยว “ฟาร์มโชคชัย”ตามที่พ่อปัน ปัน ได้วางแผนการณ์ไว้หรือเปล่า เพราะถ้าไม่หายผมคงไม่กล้าพาไหนครับ ไม่เสี่ยงดีกว่าเพราะน้องปัน ปัน ยังเด็ก ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ยังไม่ดีเท่าคนใหญ่ ถึงแม้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนต่างๆ ครบตามที่หมอบอกแล้วก็ตาม สู่เราที่เป็นพ่อและแม่อดทนไว้สักระยะเวลาหนึ่งก่อนก็ยังไม่สายครับ เพราะถ้าร่างกายแข็งแรงดีแล้วจะพาไปเที่ยวที่ไหนๆ ก็ไม่ต้องห่วงอีกแล้วครับ

ลูกชายป่วยตามพ่อ

สวนสาธารณะ 
ผมได้ไปอ่านบทความเกี่ยวกับการป่วยของพ่อซึ่งส่งผมไปถึงเจ้าตัวเล็กของเราด้วยครับ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องย์เชื่อครับเพราะเค้านำมาจากผลการทำวิจัยครับ

The Lancet วารสารออนไลน์ทางการแพทย์มรผลการวจัยออกมาว่าคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า ติดยาหรือแอลกฮอล์ หรือเป็นโรคทางจิตต่างๆ ลูกชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามคุณพ่อด้วยครับ

การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งมีการดูแลสุขภาพน้อยกว่าผู้หญิงและยังพบอีกด้วยว่าผู้ชายเป็นโรคซึมเศร้า 3-6% และเมื่อคุณพ่อเครียดลูกวัยรุ่นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเครียดและอาจจะมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายได้ครับ

มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย “Oxford” ประเทศอังกฤษ บอกว่าปัญหาสุขภาพสุขภาพของพ่อนั้นมีความสำคัญมากเพราะจะส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวและลูกได้ เพราะเมื่อคุฦณพ่อมีปัญหาด้านอารมณ์ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ และพฤติกรรมแบบนั้นด้วยครับ

เด็กๆ ขี่จักรยานไปโรงเรียน 
นักวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าปัญหาสุขภาพของคุณพ่อที่ส่งผลถึงลูกนั้น ยังไม่พบหลักฐานว่าหลังจากที่คุณพ่อได้รับการรักษาให้หายแล้วลูกจะมีอาการดีขึ้น

ด้วยสังคมยุคนี้มีการแข่งขันกันแทบทุกอย่างผู้ชายก็จะมีปัญหาเรื่องความเครียดเยอะมากครับ โดยเฉพาะผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและกำลังมีลูกเล็กๆ เพราะส่วนมากบ้านเราผู้ชายจะเป็นเสาหลักของบ้านในการได้มาซึ่งรายได้ต่างๆ และคุณแม่ก็จะเป็นประเภทจ่ายออกไปซึ่งร่ายได้ที่ได้มาครับ แต่ถ้ารู้จักใช้จ่ายก็ไม่เกิดปัญหานั้นๆ ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ คุณพ่อนี่แหละครับเครียดแน่นอน

ตอนนี้น้องปัน ปัน ยังเล็กอยู่พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน ยังสามารถช่วยกันหาเงินจากเงินเดือนอันน้อยนิดมาซื้อนมได้ ซึ่งก็มีรายได้กันทั้ง 2 ทาง

บ้างครั้งความเครียดที่เกิดจากสังคมรอบข้างเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ทำให้คนไทยขาดการแบ่งปัน ขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเปรียบเทียบสังคมเมือง กับ สังคมชนบท จะเห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจนจึงทำให้คนในเมืองมีความเครียดมากกว่าคนชนบท

ทุกอย่างมีทางออกครับเพราะว่ามนุษย์ เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ครับถ้าเครียดมากๆ เรื่องงานก็เดินไปทีห้องกาแฟซิครับ ไปชงกาแฟเข้มๆ สักแก้วรับรองหายเครียด หรือว่าวันพักร้อนเหลือเยอะมากก็ลามะลิลาไปเที่ยวเลยครับเอาสักหลายๆ วันประเภทว่า ลาจนเจ้านายลืมเลยว่ายังมีลูกน้องอย่างเราทำงานกับเค้าอยู่ ครับถ้า “ถ้าท้องอิ่มก็มีสติครับ” คำๆ นี้ยังใช้ได้อยู่นะครับ พ่อปัน ปัน ไม่สงวนลิขสิทธิ์แบบ Windows ครับผม

วัคซีนอีสุกอีใส

วัคซีนอีสุกอีใส 
วันนี้นำเรื่องวัคซีนอีสุกอีใสมาคุยครับ เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ ท่านคงต้องเคยผ่านการเป็น “อีสุกอีใส”กันมาบ้างแล้ว พ่อปัน ปัน ก็เช่นเดียวกันครับผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ที่นำมาพูดนี่เพราะว่ากำลังปรึกษากับแม่ของน้องปัน ปัน ว่าจะพาปัน ปัน ไปฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ด้วยความเป็นห่วงและสงสารลูกนั่นแหละครับ เรามารู้จักโรคอีสุกอีใส และวัคซีนอีสุกอีใสกันครับ

ลักษณะอาการ
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก พบบ่อยในเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี โดยทั่วไปไม่มีอาการรุนแรง แต่ติดต่อได้ง่าย อาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย คือ สมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และเป็นนานกว่า เช่น พบ Varicella pneumonia ได้ 14% ในผู้ใหญ่ ถ้ามารดาเป็น ขณะตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ แรก ทารกอาจจะพิการแต่กำเนิด หรือหากเป็นระยะ ใกล้คลอด ทารกอาจติดเชื้อและ มีอาการรุนแรง หลังการ ติดเชื้อไวรัสนี้ (Varicella Zoster Virus) จะคงอยู่ใน ปมประสาทในร่างกาย ทำให้เกิดอาการโรคงูสวัด ในเวลาต่อมาได้ โดยมีอาการปวด เส้นประสาท อัมพาต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และมีอาการทางตา วัคซีนที่ผลิตและนำออกมาใช้แล้วเป็นวัคซีน เชื้อเป็นสายพันธุ์ Oka ที่ผ่านขบวนการขยายพันธุ์ในเซลล์เพาะ เลี้ยง MRC-5 hurman diploid cell ที่ปราศจากสาร/ ตัวก่ออันตราย/โรค เพื่อให้ อ่อนแรงลง แต่สามารถกระตุ้น ภูมิคุ้มกันโรคและป้องกันโรค ได้ดี โดยได้มาตรฐานชีววัตถุตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก แม้ว่าเมื่อเทียบ กับเชื้อ ในธรรมชาติจะมี ความต่าง บ้างในด้าน DNA restrictive endonuclease cleavage patterns

วัคซีนกระตุ้นภูมิทั้งระบบเซลล์ (CMIR) และระบบ น้ำเหลือง (HMIR) พบว่า อาจจะน้อยกว่าการติดเชื้อเอง จากธรรมชาติ ในเด็กโตและผู้ใหญ่ จะตอบสนองต่อ วัคซีนน้อยกว่าในเด็ก ประสิทธิผลของวัคซีนจึงขึ้นกับ อายุและสภาพภูมิต้านทาน ของผู้รับวัคซีนด้วย ดังนั้น ในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี และในเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การให้วัคซีนเป็นการสร้างภูมิบางส่วนและลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นถ้าติดโรค เองมากกว่าที่จะเป็นการสร้างภูมิป้องกันอย่างสมบูรณ์

ขนาดยาที่ใช้
เด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปถึง 12 ปี ให้โดสเดียว 0.5 ml. วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13-17 ปี และผู้ใหญ่ ฉีด 2 โดส เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ห้ามฉีดเข้า intradermal หรือ intravenous

การเก็บรักษา
วัคซีนชนิดแห้งเก็บไว้ที่ 2-8 ํC หรือต่ำกว่า หรือกันแสง ส่วนตัวทำละลายเก็บในตู้เย็นหรือ อุณหภูมิห้องก็ได้
ให้ดูคำแนะนำจากเอกสารประกอบ (ขึ้นกับข้อมูลการผลิต + ความคงตัว) เมื่อผสมให้รอจนการละลายสมบูรณ์
ไม่มีผงอนุภาค เหลืออยู่ หรือการปนเปื้อนก่อนนำไปฉีด และให้รีบใช้ ภายใน 30 นาทีหลังผสมตัวทำละลายแล้ว

การให้วัคซีน
อาจให้พร้อมกับวัคซีนอื่นได้ ที่เป็น inactivated vaccine แต่ควรแยกฉีดคนละตำแหน่ง และใช้หลอด  เข็มฉีดยาแยก ในกรณีวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อหัดควรให้ห่างกัน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย และไม่ควรฉีดร่วมกับ วัคซีนเชื้อเป็นอื่นๆ เช่นกัน

ข้อควรระวัง
ไม่ใช้ในสตรีมีครรภ์ และควรเลี่ยงการ มีครรภ์ ในช่วง 3 เดือนหลังฉีดวัคซีน ส่วนสตรีให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูล ไม่ให้ขณะมีไข้สูงเฉียบพลัน ไม่ให้ในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ต่ำกว่า 1,200/ml. หรืออาการอื่นที่แสดงว่า ภูมิคุ้มกันขาดประสิทธิภาพ
ที่มา:http://www.gpo.or.th/news/interest/inter12.htm

ได้รู้จักกับเชื้อโรคอีสุกอีใสกันแล้วนะครับ ในสังคมยุคไอที ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ค้นจาก Internet กันครับเรียกได้ว่าสะดวกและรวดเร็วซึ่งก็สามารถทำให้เราสามารถตัดสินใจทำอย่างหนึ่งใดได้ทันท่วงทีครับ

สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ท่านใดที่มีลูกเล็กๆ และได้ไปฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้วมีอะไรที่จะแนะนำก็ลองฝาก comment ไว้ได้นะครับ เพราะพ่อปัน ปัน ก็กำลังตัดสินใจว่าจะพาลูกชายไปฉีดวัคซีนอยู่พอดีครับ

โรคมือเท้าปาก

Hand-Foot-and-Mouth-Disease 
สืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลเมื่อช่วง “วันพ่อแห่งชาติ” และพ่อปัน ปัน ก็พาไปพบคุณหมอซึ่งคุณหมอท่านก็ตรวจน้องปัน ปัน โดยตรวจแบบละเอียดเลยก็ว่าได้คุณหมอบอกว่าช่วงนี้ “โรคมือเท้าปาก” กำลังระบาดหนักในเด็กเล็กครับ พ่อปัน ปัน เลยไปสืบค้นจาก “พี่กู” มาให้ครับว่า “โรคมือเท้าปาก” เป็นอย่างไรเพื่อช่วยกันหาวิธีสังเกตุและช่วยกันป้องกันครับ

โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth-Disease)
หรือโรคที่ติดปากกันทั่วไปว่า "โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย" เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อ enterovirus มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำใส (vesicular lesion) ที่ปาก มือ และเท้า

ประวัติความเป็นมา
พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16)
พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นมีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

โรค มือ เท้า ปาก มีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในประเทศเขตหนาว มักพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ ร่วง ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ในเขตร้อนชื้นรวมทั้งประเทศไทยพบได้ตลอด ทั้งปี แต่จะชุกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อที่พบเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละการระบาด ส่วนใหญ่ที่พบเชื้อ Coxsackie virus A16, Enterovirus 71และ Echovirusแต่เชื้อที่พบในการระบาดแต่วผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง พบผู้เสียชีวิตและพิการตามมาได้บ่อยคือ Enterovirus 71 ในประเทศไทย โรคมือ เท้า ปาก มีสาเหตุจาก EV71 ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งเชื้อ EV71 นั้นมี โอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรงในผู้ป่วย

Read more

Page 1 of 512345