6 อันดับภัยครอบครัว

Junk food

วันนี้หลังจากที่พ่อปัน ปัน ต้องเดินทางกลับจากโคราชเพื่อมาทำงานต่อที่ระยอง ก็กลับไปหาเจ้าตัวน้อยแสนซน น้องปัน ปัน ครับ เพื่อไปดูสภาพของบาดแผลที่หายแล้วและตัดไหมเรียบร้อยแล้ว เห็นแล้วก็โล่งใจครับ เพราะว่าสภาพบาดแผลเป็นแผลเป็นไม่มากนัก เดี๋ยวทายาจำพวกครีมต่างๆ ที่สมานแผลก็คงดีขึ้นมาครับ

มาเจอกับบทความเกี่ยวกับครอบครัวที่น่าสนใจเลยนำมาเขียนไว้ให้อ่านกันครับ เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบันต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราไม่อาจคาดเดาได้ครับ แต่ถ้ารู้ไว้ก่อนก็อาจทำให้เราสามารถหาทางรับมือ หรือว่าหาวิธีการป้องกันกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้ครับ Read more

เด็กและความเป็นอัจฉริยะ

 Albert_Einstein

ช่วงนี้พ่อปัน ปัน กำลังเคียดเรื่องงานที่ทำอยู่ประจำ ซึ่งก็คงเหมือนๆ กับเพื่อนๆทั่วๆ ไปที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เลยปล่อยให้บล็อกลูกชายว่างเว้นไปหลายวันเลยที่เดียวครับ มาวันนี้หยิบหนังสือมาอ่านแล้วเจอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของเด็กๆ ก็เลยหยิบมาเขียนครับ

สำหรับเด็กและความเป็นอัจฉริยะ การเพิ่มพลังสมองนั้น ความจริงแล้วเราควรเริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กครับ จากการศึกษาและวิจัยทางประสาทวิทยาพบว่าถ้าเราส่งเสริมให้มีการพัฒนาสมอง “ซีกขวา” ของเด็กอายุตั้งแต่ 3-4 ปีขึ้นไปเขาก็จะกลายเป็นอัจฉริยะที่มีมันสมองอันปราดเปรื่องได้ในที่สุด

การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง เพราะสมองคนเรานั้นจะมีกลไกที่เหมือนกันคือ ในวัยเด็กเล็กสมองซีกขวาจะทำงานตามสัญชาตญาณก่อน เมื่อสมองซีกซ้ายเริ่มมีพัฒนาการขึ้น สมองซีกขวาก็จะเริ่มใช้งานน้อยลง

จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราไปเรียนหนังสือ เราจะต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสังคม ซึ่งจะเป็นการใช้สมองซีกซ้ายเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การท่องจำต่างๆ สูตรต่างๆ ทางเคมี หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับความจำ ก็ล้วนแล้วแต่เป้นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งสิ้นครับ

ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดคนเราจึงควรมีการเพิ่มพลังสมองซีกขวาควบคู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ของตัวเราเอง และไม่ทำให้สมองซีกขวาถูกทิ้งจนฝุ่นจับด้วยนั่นเอง

สมองซีกขวาคนส่วนมากใช้ประโยชน์กับมันเพียงไม่ถึง 5 % เลยก็ว่าได้เพราะสมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับการจินตนาการ งานดนตรี ศิลปะต่างๆ ความเฝ้อฝันต่างๆ แม้แต่การเล่านิทานก็ใช้สมองซีกขวานะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมองข้ามจุดนี้ไปครับ

สมัยนี้พ่อแม่ยุคใหม่พยายามเคี่ยวเข็นให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะพาไปเรียนพิเศษ หรืออื่นๆ ซึ่งก็เป็นเหมือนดาบสองคมนะครับ บางครั้งลูกๆ ของเราก็ต้องการพักผ่อนในวันหยุดกับพ่อแม่เหมือนกันนะครับ อยากเล่นตามวัยของเด็กๆ แต่พ่อแม่ก็ยังบังคับให้ต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามคำสั่ง  ซึ่งเด็กๆ ก็เลยขาดความมั่นใจในตัวเอง เลยต้องรอทำตามคำสั่งอย่างเดียวเรียกได้ว่า “คิดไม่เป็น”

อีกหนึ่งมุมมองถ้าปล่อยให้เด็กๆ ได้คิดเองทำเองได้ใช้จินตนาการ และสามารถแสดงออกมาให้เราเห็นได้ เพียงแต่เราที่เป็นพ่อและแม่ต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปแทรกความคิดหรือจินตนาการของลูก (ตามความเหมาะสม) เด็กก็จะได้ใช้สมองซีกขวา และซีกซ้ายไปพร้อมๆกันได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองทั้งสองด้านครับ

เพิ่มความฉลาดทางปัญญา

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

วันนี้พ่อปัน ปัน ของออกนอกเรื่องสักวันนะครับ จริงๆ แล้วก็ไม่เชิงสักเท่าไรครับ เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาสมองครับ

แม้ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นในแต่ละปี พลังของสมองก็จะค่อยๆเสื่อมลงเป็นธรรมดา แต่จริงๆ แล้วถ้าเราหมั่นบริหารสมอง มันก็จะเป็นการฟื้นฟูประสิทธิภาพของสมองให้ยังคงฟิตเปรี๊ยะอยู่เสมอ

ถ้าเรามีการกระตุ้นสมองเป็นประจำ ในสมองของเราก็จะเพิ่มการเชื่อมต่อขึ้นอีกนับล้วนๆ  จุดซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่าสมองจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยที่เดียว

ในส่วนของสติปัญญาของคนเรานั้น สามารถพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วย เพราะความสามารถของสมองก็คือตัวบ่งชี้สติปัญญาของบุคคลแต่ละคนนั่นเอง

ทักษะหลักๆ 3 ประการของสมองก็คือความสามารถในการจำ การเรียนรู้ และการความคิดสร้างสรรค์ ถ้าบุคคลใดสามารถมีความจำที่ดี สามารถเรียนรู้ได้ดี และเป็นคนที่มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ด้วย อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีสติปัญญาชาญฉลาดด้วย เพราะมันสมองของเขามีศักยภาพไม่น้อย

ในทักษะหลักๆ 3 ประการนั้น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความสามารถของสมองของเรามีมากน้อยขนาดไหน มาดูรายละเอียดในทักษะทั้ง 3 ประการดังนี้

1.ความสามารถในการจำ
สมองของคนเรามีการมีวิธีการจำ 2 ระดับ ซึ่งได้แก่ การจำระยะสั้น และการจำระยะยาว ความจำระยะสั้นคือ ความจำเรื่องพื้นฐานทั่วๆไปประจำวัน เช่น ต้องจำให้ได้ว่าต้องทำอะไรบ้างในวันนั้นๆ หรือหมายเลขบัตรเอทีเอ็มของตังเอง  สำหรับความจำระยะยาวคือ ความจำที่ไม่ใช่แค่ตั้งใจจะท่องจำก็สามารถจำได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เพราะความจำระยะยาวจะเป็นเรื่องต่างๆ ที่ไม่มีขีดจำกัด

2.ความสามารถในการเรียนรู้
ถ้าคน 2 คนได้เรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน แต่คนที่มีศักยภาพทางสมองดีกว่า ก็สามารถนำความรู้นั้นไปวิเคราะห์หรือนำไปเป็นข้ออ้างอิงใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อไปได้ มิใช่แค่รู้ได้อย่างเดียวแต่ไม่มีการจัดการกับความรู้นั้นๆ  ให้เหมาะสมกับแต่ละโอกาสด้วย

3.ความคิดเชิงริเริ่มสร้างสรรค์
ยังมีคนอีกไม่น้อยที่คิดว่าความคิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่เราสามารถพัฒนาและสรรค์สร้างให้เกิดขึ้นได้ เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพในการคิดอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่แล้ว แต่บางคนไม่ได้ดึงมาใช้จึงไม่มีความมั่นใจในตัวเองว่าจะมีความคิดในเชิงนี้ได้

ถ้าเรามีการฝึกฝนและบริหารสมองให้ถูกหลักถูกทาง ความสามารถในเชิงสร้างสรรค์จะมีการพัฒนาการที่ดีขึ้น ผู้ที่มีดีในส่วนนี้อยู่แล้วก็สามารถขยายขอบเขตความสามารถได้หากมีการฝึกฝนและพัฒนาอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง
ที่มา:จากหนังสือ”เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง”

เป็นไงบ้างครับ ได้อ่านบทความแล้วจะเห็นว่า ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ (แต่ทำไม่ทำไม่ได้นะ) ซึ่งสรุปง่ายๆ เลยก็คือทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝนครับ และใช้มันบ่อยๆ ไม่ปล่อยให้สมองว่างเปล่า ยิ่งสมองของเด็กๆ ด้วยแล้วตอนวัยขนาดน้องปัน ปัน ยังไม่มีอะไรมากวนมาก ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ เพิ่งจะเริ่มบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงในสมอง เท่านั้น

ข้อมูลยังมีไม่มาก จำได้ในสิ่งที่เห็นบ่อยๆ และสัมผัสบ่อยๆ เริ่มเรียนรู้ว่า คนไหนคือ พ่อ แม่ และญาติพี่น้อง อยู่กับใครแล้วตัวเองปลอดภัย (ซึ่งเป็นสัญชาติญาณการเอาตัวรอด) หิวก็ร้องกิน เพราะยังพูดไม่ได้แต่พอเริ่มโตก็จะบันทึกเรื่องราวที่ผ่านมาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย สะสมประสบการณ์ต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้กับตัวเองครับผม

รังสีโทรทัศน์

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

 รังสีโทรทัศน์ วันนี้พ่อ ปัน ปัน มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับประจำวันที่ 15 มค.53 ที่ผ่านมาพอดีไปอ่านเจอใน คอลัมน์ “เก็บเรื่องมาเล่า” ของคุณ ชนา ชลาศัย เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเขียนใน บล็อกปัน ปัน ครับ

เจ้าของบทความเป็น คุณหมอชื่อ พ.ญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ท่านบอกว่า รังสีโทรทัศน์หมายถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งพบได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์ พัดลม หรือว่าอื่นๆ

ในปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนเกี่ยวกับผลเสียของคลื่นดังกล่าวว่า ปริมาณมากน้อยเพียงใดจึงจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่มีคำแนะนำว่า ไม่ควรเอาตัวไปอยู่ใกล้ๆ กับอุปกรณ์เหล่านั้น ขณะที่อุปเหล่านั้นทำงานอยู่ สำหรับโทรทัศน์แนะนำว่าควรห่างอย่างน้อย 2 ฟุตจากหน้าจอ เพื่อป้องกันการได้รับคลื่นดังกล่าว

สำหรับคำแนะนำในการถนอมสายตาในตอนดูโทรทัศน์ให้อยู่ห่างจากหน้าจอ 5 เท่าของเส้นทแยงมุมหน้าจอ ผลเสียของโทรทัศน์ต่อลูกน้อยของเราที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือเรื่องของปัญหาพัฒนาการและปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากการดูโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการพูดช้า พัฒนาการเคลื่อนไหวไม่สมวัย หรืออื่นๆ

สาเหตุเพราะเด็กๆ ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว และทำให้เกิดเป็นโรคอ้วนตามมาเมื่อกินไปด้วยดูไปด้วย ปัญหาด้านสมาธิสั้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากจดจ่อกับการดูโทรทัศน์ ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ ไม่เหลือเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์กว่าการดูโทรทัศน์

 เกิดการเลียนแบบต่างๆ หรือซึมซับความก้าวร้าวจากโทรทัศน์ เด็กได้รู้เรื่องเพศ บุหรี่ เหล้าและยาเสพติดจากโทรทัศน์แบบผิดๆ การได้รับค่านิยมมาจากรายการโทรทัศน์ เช่น แฟชั่น อยากสวย อยากผอม โฆษณาสินค้าที่เกินความจริงมัวเมาให้หลงไหลในวัตถุนิยมต่างๆ

เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการและปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากโทรทัศน์ สมาคมกุมารแพทย์ทั่วโลกต่างแนะนำว่า ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูโทรทัศน์ เด็กอายุ 2-4 ขวบ ไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชั่วโมง และถ้าถึงเวลาดูโทรทัศน์พ่อและแม่ควรนั่งอยู่ดูเป็นเพื่อนด้วยเสมอและควรให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

ได้อ่านบทความนี้แล้วจะเห็นว่าโทรทัศน์มีผลดีต่อเด็กน้อยมาก ถ้ายังเป็นเด็กเล็ก เพราะพัฒนาการต่างๆ ของเด็กเล็กในช่วงแรกๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อพ้นจากวัยที่เด็กคลานได้ก็เริ่มหัดเดิน หัดวิ่งต่างๆ และสังเกตสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเด็ก

ตอนนี้คุณตาและคุณยายของน้องปัน ปัน แอบแซวว่า น้องปัน ปันเดินไม่หยุดเลยสำรวจไปทั่วไม่รู้จักเหน็ดเหนี่อย จะหยุดก็ตอนกินนมและนอนเท่านั้นเองนี่ก็เป็นเพียงพัฒนาการของน้องปัน ปัน อย่างหนึ่งครับซึ่งก็คงเหมือนๆ กับเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันครับ

แม่ผู้สร้าง “ความเป็นคน” ให้ลูก

พ่อปัน ปัน ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับแม่ เลยหยิบมาเขียนบล็อกให้น้องปัน ปัน เพื่อแบ่งปันความรู้กับครับ เนื้อหาสาระก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “แม่” ครับลองอ่านดูครับ

แม่ปัน ปัน 

มีคนเคยบอกว่า ในบรรดาลูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด “ลูกคน” อ่อนแอที่สุด เพราะอะไรมาดูกันครับ
”ลูกช้าง” หลังจากตกจากท้องแม่ได้เพียงไม่กี่วัน ก็สามารถเดินได้และหาอาหารกินเองได้
”ลูกลิง” หลังจากที่ออกจากท้องแม่ได้เพียงไม่นาน ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และแยกตัวเองเป็นอิสระจากแม่ตัวเองได้
”ลูกคน” ใช้เวลานับสิบปี กว่าที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในทุกๆ เรื่อง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่อีกต่อไป (แต่ก็ยังมีบางคนอายุกว่า 30 ปีแล้ว ยังอาศัยพ่อแม่อยู่ก็มี)

หากจะบอกว่า นี่คือความอ่อนแอของ “ลูกคน” ก็น่าจะใช่ แต่ภายใต้เหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่ามันคือความอ่อนแอของ “ลูกคน” มันกลับกลายเป้นโอกาสให้ “ลูกคน” ได้รับ “บางสิ่งบางอย่าง” จากแม่จนกระทั่งทำให้ “ลูกคน” เติบโตมีสติปัญญา และมีพัฒนาการสูงที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกัน

อะไรคือ “บางสิ่งบางอย่าง” ที่ “ลูกคน” ได้รับจากแม่จนทำให้เกิดคุณภาพที่แตกต่างไปจากลูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ

นับตั้งแต่วันที่แม่รับรู้ว่า “ลูก” ได้ปฎิสนธิในครรถ์ของตนเอง  แม่จะมีความรู้สึกว่ากำลังจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ ความรู้สึกนี้จึงทำให้แม่เกิดความผูกพันกับสมาชิกใหม่ในครรถ์ และทำให้แม่กระทำในสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลดีต่อลูกน้อยในครรถ์ความรู้สึกที่ดี การกระทำที่ดีๆ ของแม่ มีผลกระทบทางบวกต่อระบบฮอร์โมนในร่างกายของแม่เอง และยังส่งผลดีต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมองและจิตใจของลูกที่อยู่ในครรถ์  และด้วยความที่คนเรามีวิวัฒนาการในเรื่องภาษาและการสื่อสารสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ แม่จึงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกรัก ผูกพัน และห่วงใยไปยังลูกน้อยได้ดีกว่าไม่ว่าจะด้วยการพูดคุย เพลงกล่อม หรือแม้แต่สัมผัสที่อ่อนโยน

“สาร” ที่สื่อถึงความรัก ความห่วงใยนี้ ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อพํฒนาการของลูกขณะอยู่ในครรถ์แล้ว ยังมีผลต่อความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของลูกภายหลังคลอดแล้วอีกด้วย เพราะมันคือสิ่งที่เขาเคยไว้วางใจ มันคือสิ่งที่เคยให้ความรู้สึกดีๆ แก่เขา

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ว่า หลังจากที่ลูกคลอดออกมาแล้ว บทเพลง หรือคำปลอบประโลมที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย หรือหลับได้ดีที่สุด ก็คือบทเพลงที่แม่หรือพ่อเคยร้องให้เขาฟังตอนอยู่ในครรถ์ การที่แม่และพ่อสามารถ “สื่อ” สารแห่งความรัก ความห่วงใยไปยังลูกได้ดีกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ นี่แหละคือ “บางสิ่งบางอย่าง” ที่ดีกว่า และนำมาสู่คุณภาพที่เหนือกว่าคน

พลันที่ลืมตาดูลูก แรกๆ เด็กจะยังแยกไม่ออกกว่าตนเองกับแม่เป็นคนละคนกัน แต่ด้วยความใกล้ชิด และคุณภาพของการสื่อสารระหว่างกัน จะทำให้เด็กค่อยๆ รู้ว่าแม่กับตนเองเป็นคนละคนกัน เริ่มรู้จักตนเอง เริ่มรู้จักแม่ เริ่มเข้าใจเจตนาของแม่ เริ่มรู้จักที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับแม่ และนี้คือจุดเริ่มต้นของ “การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา”

ความสามารถในการ “การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ทำให้คนเรามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของผู้อื่น นำมาซึ่งสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ เห็นอกเห็นใจกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน รู้จักให้ รู้จักรอ รู้จักพอ รู้จักเกรงใจ

ทั้งหมดคือคุณสมบัติของ “ความเป็นคน” ที่ทุกสังคมต้องการแต่ทั้งหมด “แม่” คือผู้เริ่มต้น แม่คือผู้หยิบยื่นสิ่งที่มีค่านี้ให้กับลูก คุณภาพแห่ง “ความเป็นคน” ที่บังเกิดขึ้นกับใครก็ตาม จึงล้วนแล้วมาจากแม่ มาจากคุณภาพของความใกล้ชิดระหว่างแม่กับลูก คุณภาพของการสื่อสารกันระหว่างแม่กับลูก ในวัยที่ลูกเพิ่งจะลืมตาขึ้นมาดูโลก การพัฒนาคุณภาพคน เป็นภารกิจที่กินระยะเวลานาน บางทีอาจจะใช้ทั้งชีวิตของคนๆ หนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าหากมีการเริ่มต้นที่ดี แม้หนทางจะยาวไกล ความสำเร็จก็ย่อมไม่ไกลเกินที่จะก้าวถึง

สำหรับบทความเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ทั้งพ่อและแม่ที่ต้องช่วยกันในการเลี้ยงดู และอบรมบ่มนิสัยให้กับลูกน้อยของเราครับ ซึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ทุกคนต้องการให้ลูกน้อยของตนเองเติบโตขึ้นมาเป็น “คนดี” แต่ “คนดี” นั้นต้องค่อยๆ สร้างและสั่งสอนรวมทั้งอบรมเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งระยะเวลาและความใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญครับ

พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ยังไม่ได้เลี้ยงดูน้องปัน ปัน ได้แบบเต็มที่เพราะด้วยสภาวะเศษรฐกิจ ที่ต้องบีบบังคับที่ต้องทำงานทั้งคู่ เลยต้องให้คุณยายและคุณตาเลี้ยงน้องปัน ปัน แต่ก็ได้กลับไปบ้านทุกอาทิตย์อยู่แล้ว และก็จะใช้เวลาอยู่กับ ปัน ปัน นานที่สุด และคุ้มค่าที่สุด เรียกได้ว่าชีวิตนี้ “เพื่อลูก” ครับ สำหรับความใกล้ชิดที่พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน สัมผัสได้คือน้องปัน ปัน จะไม่ยอมให้ทั้งพ่อและแม่ไปไหนเลย จะให้คอยอยู่ใกล้ๆ ด้วยทุกครั้ง แม้แต่เวลาเล่นกับเพื่อนๆ ก็ตามและเวลาจะมีใครมาอุ้มก็จะไม่ยอมให้อุ้มครับ ต้องให้ “พ่อหรือแม่” เท่านั้นอุ้มครับนี่ก็เป็นเพียงสัมผัสเบื้องต้นของคนครับเรื่องความรัก และความปลอดภัย เพราะเด็กๆ จะรู้ได้ว่าเมื่ออยู่กับใครแล้วเค้าจะปลอดภัย และได้รับความรัก ความอบอุ่นครับผม

Page 1 of 41234