วิธีฝึกสมองลูกรัก

พัฒนาการ

วันนี้พ่อปัน ปัน นำบทความน่าอ่านมาให้เพื่อนๆ ที่กำลังมีลูกเล็กๆ ได้อ่านกันครับ เพื่อให้ท่านผู้ปกครองทุกท่านได้เตรียมตัวและช่วยในการพัฒนาสมองของลูกๆ ท่านครับ มาลองกันดู “เกี่ยวกับการฝึกสมองให้ลูก”

สมองเป็นอวัยวะที่เป็นศูนย์รวมของความคิด จินตนาการ การวางแผน การแก้ปัญหา ตลอดจนความจำซึงช่วยบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เราได้ประสบพบเห็นมาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตหรือการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การจดจำชื่อและลักษณะของคนที่เราเพิ่งรู้จัก การจดจำชื่อสิ่งของที่เราต้องใช้ การจดจำชื่อสถานที่ๆ เราได้ไปมา

       สมองส่วนความจำของคนเรานั้นสามารถพัฒนาได้ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยสูงอายุเลยทีเดียว ซึ่งวิธีพัฒนาสมองส่วนความจำสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

       1. เขียนสมุดบันทึก คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงในสมุดบันทึกเป็นประจำทุกวัน วิธีนี้นอกจากจะช่วยฝึกทักษะเรื่องของภาษาในการเขียนและการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการรวบรวมความคิดและฝึกการจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอในแต่ละวันที่ผ่านมาได้ด้วย

     นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจัดเตรียมปฏิทินที่มีช่องว่างของวันที่แต่ละวันไว้ให้ลูกได้ฝึกเขียนแผนการที่จะทำในแต่ละวันลงในปฎิทินนั้น เพื่อเป็นการฝึกการช่วยจำของลูกด้วย เช่น ในคืนวันศุกร์ลูกจะเขียนแผนการที่จะต้องทำในวันเสาร์ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ลูกก็จะต้องนึกทบทวนถึงกิจกรรมที่เขาต้องทำ เป็นต้นว่าตอนเช้าต้องไปตลาดกับคุณแม่ หลังรับประทานอาหารเช้าต้องทำการบ้านที่เหลืออยู่ให้เสร็จ ตอนบ่ายช่วยคุณพ่อล้างรถ ตอนเย็นพาสุนัขไปเดินเล่น นอกจากวิธีนี้จะช่วยจัดระบบความคิดและความจำให้ลูกแล้ว ยังช่วยสร้างวินัยในการดำเนินชีวิตให้กับลูกได้เป็นอย่างดี

       2. เล่นเกมพัฒนาความจำ คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมเกมที่ช่วยฝึกความจำให้แก่ลูก เช่น เกมครอสเวิร์ด เกมปริศนาอักษรไขว้ เกมหาคำศัพท์ เกมบิงโก เกมต่อจิ๊กซอว์ เกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำของสมองเป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยให้มีสมาธิและฝึกความอดทนในการที่จะต้องพยายามแก้ปัญหาให้สำเร็จ

       3. ดนตรีช่วยเพิ่มความจำ ดนตรีเป็นสื่อที่นอกจากจะช่วยคลายเครียด พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการให้แก่เด็กแล้ว ยังช่วยเพิ่มทักษะในด้านความจำของเด็กที่ได้ผลดีเป็นอย่างมากอีกด้วย เพราะการที่เด็กได้ฟังเพลง ร้องเพลงและเล่นเครื่องดนตรี เด็กๆ จะต้องใช้ความจำในเรื่องของการจดจำทำนอง เนื้อร้องและจังหวะของแต่ละบทเพลง นอกจากนี้การเล่นเครื่องดนตรี เด็กๆ ต้องฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรงอีกด้วย

       4. ฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิเป็นวิธีการที่ดีมากอย่างหนึ่งในการช่วยเพิ่มพลังความจำอย่างได้ผล การทำสมาธิสำหรับเด็กเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องให้เขาฝึกจิตให้สงบด้วยการนั่งสมาธิเอามือประสานกันวางไว้ที่ตักแล้วท่อง ยุบหนอ พองหนอ เพราะบางครั้งวิธีนี้อาจใช้ไม่ได้สำหรับเด็กบางคนเนื่องจากเขาอาจรู้สึกอึดอัด แต่การทำสมาธิสำหรับเด็กง่ายๆ คือหมายถึงการที่เขาได้พักสงบกับตนเอง เช่น การที่เด็กได้นอนหนุนตักคุณพ่อคุณแม่ใต้ต้นไม้อย่างเงียบสงบในเวลาประมาณ15นาที ก็เป็นการฝึกสมาธิได้แล้ว การฝึกสมาธิจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและช่วยเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ และจดจำบทเรียนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

5. รับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มความจำคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิค ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม นอกจากนี้ควรให้ลูกทานเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เพราะมีธาตุเหล็กที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้

       6. การออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของความจำของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเดิน กระโดด วิ่ง จะส่งผลในการกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองพร้อมที่จะเปิดรับต่อการจดจำในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้กิจกรรมการออกกำลังตามจังหวะเพลง เช่น แอโรบิคแด๊นซ์ ยังช่วยพัฒนาความจำของเด็กผ่านในการจดจำท่าเต้น ทำนอง และจังหวะของเพลงด้วย

       7. นอนหลับพักผ่อน คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกนอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง และไม่ควรให้ลูกนอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากทำให้ความตื่นตัวน้อยลงและทำให้ลูกเกิดความซึมเซา ซึ่งมีผลทำให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลง นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรให้ลูกนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน เพราะจะทำให้เด็กขาดสมาธิซึ่งทำให้ความสามารถในการจดจำลดน้อยถอยลงไปด้วยเช่นกัน

             จะเห็นได้ว่าการฝึกให้ลูกมีความจำที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความจำให้กับลูก เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมเกม การฝึกสมาธิ การให้ลูกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุและวิตามินครบถ้วน อีกทั้งการให้ลูกได้ออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสมเพียงพอ ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่นำมาใช้กับลูกได้ทั้ง 7 วิธีนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาให้ลูกเป็นเด็กที่มีความจำที่ดีได้อย่างแน่นอน

ที่มา :
หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ โดย ดร.แพง ชินพงศ์

การฝึกเด็กต้องมีความอดทนครับซึ่งบางครั้งเอง พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ก็ต้องยอมรับว่า “ยังอดทนไม่พอ” ในการฝึกน้องปัน ปัน และในบางครั้งเราต้องปล่อยให้เด็กพัฒนาการไปตามวัยแต่ก็ยังอยู่ในการดูแลของเราครับ

จากประสพการณ์ที่ฝึกสอนน้องปัน ปันเกี่ยวกับความจำ ในการเล่นเกมส์ “โดมิโน” ต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อที่น้องปัน ปัน จะสามารถเล่นกับพ่อแม่ โดยที่พ่อและแม่ไม่ต้องบอกว่าตัวอะไร ต่อกับตัวอะไร หรือสีอะไรต่อกับสีอะไร ซึ่งก็ถือว่าน้องปัน ปัน พัฒนาการทางด้านความจำ และสมองได้ระดับหนึ่งครับ

พัฒนาการด้านสมอง

สำหรับวิธีการต่างๆ เป็นเพียงแนวทางในการฝึกลูกของเราเท่านั้นครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องให้เด็กสามารถได้ใช้ความคิด และสมองบ่อยๆ ในทุกๆ เรื่องนั้นคือให้เค้าพยายามทำทุกอย่างเองให้ได้ก่อน หัดแก้ปัญหา และวิเคราะห์ถึงการแก้ไขปัญหา และเราที่เป็นพ่อและแม่ต้องคอยช่วยดูเท่านั้นครับ

ทำ Skin Test

อันสืบเนื่องมาจากน้องปันปัน เกิดอาการจามบ่อยๆ และจะมีน้ำมูกไหลตอนจามออกมาด้วย ไปหาหมอให้ตรวจสอบ คุณหมอแนะนำให้ลอง “ทำ Skin Test” ดูเพื่อให้แน่ใจว่าน้องปัน ปัน แพ้อะไรกันแน่ จะได้หาทางป้องกันต่อไป ก่อนการทดสอบการทำ Skin Test คุณหมอแนะนำให้งดยาประเภทภูมิแพ้ทั้งหมดอย่างน้อย 7 วันติดต่อกันครับ ซึ่งกว่าจะงดได้ต้องเลื่อนหมอมาหลายครั้งแล้ว วันนี้มีโอกาสเลยพาน้องปันปัน  ไปทำ Skin Test เสียเลย

ทำ Skin Test

เราสามคน พ่อ แม่ และลูกชาย มาถึงโรงพยาบาลฯ ตั้งแต่เช้ายื่นบัตรแล้วก็รอคิวประมาณครึ่งชั่วโมงครับ สำหรับน้องปัน ปัน ก็วิ่งเลยบริเวณนั้นไปก่อนเพื่อรอให้พี่ๆ พยาบาลเรียกไปวัดปรอท และถามอาการเบื้องต้น ถึงคิวเรียกน้องปัน ปัน เข้าไปเพื่อเตรียมทดสอบการ ทำ Skin Test  คุณหมอก็บอกกับน้องปัน ปัน ว่าจะวาดแผนที่บนแขนให้น้องปัน ปัน ต้องใช้คนจับ 4 คน (พ่อ, แม่, พยาบาล, หมอ) ช่วยกัน จากนั้นคุณหมอก็ใช้เข็มเล็กพร้อมสารที่อาจจะก่อให้เกิดภูมิแพ้หยดลงตามรอยที่คุณหมอวาดไว้ เท่านั้นแหละครับน้องปัน ปัน ร้องไห้ลั่นห้องเลยที่เดียว อาจจะเจ็บหรืออื่นๆ

 

นั่งน้ำตานองเลย

คุณหมอก็รีบๆ จิ้มๆ อย่างรวดเร็วประมาณ 3-5 นาที หลังจากนั้นก็ให้พ่อปัน ปัน จับมือน้องปัน ปันไว้เพื่อไม่ให้น้องปัน ปัน เกาหรือเช็ดออก ต้องรอผลทดสอบประมาณ 20 นาทีถึงจะทราบว่า น้องปัน ปัน แพ้สารภูมิแพ้ประเภทไหน จากการทำ Skin Test ของน้องปัน ปัน ผลออกมาว่า “แพ้ฝุ่น+และตัวไรฝุ่น” ส่วนอาหารทะเลทั้งหมดไม่มีปฎิกริยา ซึ่งสารสกัดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีเยอะมาก อย่างเช่น เกษรดอกไม้, ขนแมว,ขนหมา, กลุ่มอาหารทะเลทั้งหมด, นมวัวต่างๆ, กลุ่มนม, และอื่นๆ

รอประมาณ 20 นาที

สำหรับการป้องกันคุณหมอแนะนำเรื่องการกำจัดแหล่งที่มาของต้นเหตุที่แพ้ หลักๆ ก็จะเป็นที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการปูนอนต่างๆก็ต้องเป็นชนิดป้องกันไรฝุ่นต่างๆ และหมั่นเปลี่ยน และซักบ่อยๆ เพื่อให้ไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้

จากเรื่องการทำ Skin Test พ่อปัน ปัน ไปค้นหาใน Goolgle ก็มีข้อมูลมาฝากกันครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ให้กับพ่อแม่ท่านอื่นๆ ที่ใช้เป็นทางเลือกในการอยากรู้ว่าลูกของเราเป็นภูมิแพ้หรือเปล่าครับ

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
Allergy Skin Testing

การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  นอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายแล้ว  ยังควรทำการทดสอบภูมิแพ้  เพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดด้วย  ซึ่งอาจทำได้โดยการตรวจเลือด  การทดสอบทางจมูก  (ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้)  หรือการทดสอบทางผิวหนัง  โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง  เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว  ให้ผลทันทีและสิ้นเปลืองน้อยกว่า

ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
หลักการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้นั้น  สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการใช้ยา  คือ  การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้  แต่เนื่องจากรอบตัวคนเรานั้น   มีสารก่อภูมิแพ้อยู่มากมาย  การที่จะหลีกเลี่ยงให้หมดทุกอย่าง  คงทำได้ยาก  แต่ถ้าเราทราบว่าเราแพ้สารใดแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นๆโดยตรง  ก็จะทำให้ผลการรักษาโรคดีขึ้น   นอกจากนั้นในผู้ป่วยที่ต้องทำการรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิ แพ้ทุกราย  จำเป็นต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารใดเพื่อจะได้รักษาด้วยน้ำยาที่ตรงกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ด้วย

ทดสอบได้ตั้งแต่อายุเท่าไร
โดยทั่วไปสามารถทดสอบได้ทุกเพศทุกวัย  แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนและในผู้สูงอายุ  อาจให้ผลลบลวง  ได้เพราะความไวของผิวหนังน้อย

 การเตรียมตัวก่อนการทดสอบ
1.งดยาแก้แพ้ก่อนมารับการทดสอบ 7 วัน
2. ยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้แพ้  เช่น  ยาแก้หวัด  ยาลดน้ำมูก  ยาแก้คัน  ต้องงดก่อนมาทดสอบประมาณ  7 วัน
3. ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  ต้องแจ้งชื่อยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ที่จะทำการทดสอบทราบด้วย  เพราะยาบางชนิดต้องงดก่อนทำการทดสอบ
4. ยาสเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนัง  ก็มีผลกดปฏิกิริยาการทดสอบ  ควรงดก่อนเช่นกัน
5. ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาทดสอบ  
   
น้ำยาที่ใช้ในการทดสอบ
เป็นสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้มาทำให้บริสุทธิ์  ซึ่งมีหลายชนิด  ตัวอย่างเช่น  สารสกัดจากไรฝุ่น  ขนและรังแคของสัตว์  เช่น  สุนัข   แมว  ม้า  กระต่าย  เป็ด  ไก่  ห่าน  นก  เศษซากของแมลงที่อยู่ในบ้าน  เช่น  แมลงสาบ  แมลงวัน  เชื้อราชนิดต่างๆ  เกสรพืช  เช่น  วัชพืช  เฟิร์น  ไม้ยืนต้น   หญ้าต่างๆ  อาหาร  เช่น  นมวัว  ไข่  ถั่ว  เนื้อสัตว์  อาหารทะเล  ผักและผลไม้บางชนิด  โดยต้องเป็นน้ำยาที่มีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน   แยกแต่ละสารออกจากกันเป็นขวดๆ  จึงจะให้ผลในการทดสอบที่เชื่อถือได้  ซึ่งในการทดสอบนั้นไม่จำเป็นต้องทดสอบการแพ้ต่อทุกๆสาร  แพทย์อาจใช้ชนิดของน้ำยามากน้อยต่างกัน  แล้วแต่อายุและประวัติอาการของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย

วิธีทดสอบมี  2 วิธี  คือ 
1. วิธีสะกิด  (Skin  prick test . SPT)
ทดสอบโดยการหยดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ลงบน ผิวหนังของผู้ป่วยใช้เข็มสะกิดเบาๆ  ผ่านหยดสารและให้อยู่ในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น  โดยไม่ให้มีเลือดออก  หลังจากนั้นจึงเช็ดน้ำยาออก  รออ่านผล 15 นาที  ถ้าผู้ป่วยแพ้สารใดก็จะเกิดปฎิกิริยาเป็นตุ่มนูนแดงที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ทดสอบต่อสารนั้นๆ  ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่นำมาใช้แทนการใช้เข็มสะกิดเป็นแท่งพลาสติกปลายแหลม (Duotip)  ปลายเป็นง่ามคล้ายส้อม  ใช้จุ่มน้ำยาที่จะทดสอบแล้วนำมาสะกิดที่ผิวหนังของผู้ป่วย โดยไม่ต้องหยดน้ำยาลงบนผิวหนังก่อน  ทำให้สะดวกในการทดสอบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยเด็กเพราะเด็กจะให้ความร่วมมือมากกว่า  การใช้เข็มจริงวิธีสะกิด (SPT)   นี้  เป็นวิธีการทดสอบทางผิวหนังที่เป็นที่ยอมรับและแนะนำให้ใช้เป็นวิธีแรกที่ในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้โดยทั่วไป  เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัย  มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงน้อย  ทำได้ง่าย  ใช้เวลาน้อย  น้ำยาที่ใช้ไม่ต้องนำมาเจือจางก่อน    จึงทำให้น้ำยามีความคงทนดีกว่า  และมีความสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกมากกว่าการตรวจด้วยวิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal skin test)

2. วิธีฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal skin test) 
ทดสอบโดยการฉีดน้ำยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ชั้นผิวหนัง  รออ่านผล  15  นาที  ข้อเสียของวิธีนี้  คือ  ผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็ก  ให้ความร่วมมือในการทดสอบน้อย  เพราะเจ็บกว่าวิธีสะกิด  นอกจากนั้นอาจเกิดปฎิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้บ่อยกว่า  โดยเฉพระถ้าฉีดสารหลายๆอย่างเข้าไปพร้อมๆกัน
ผลข้างเคียงของการทดสอบ  อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาบางชนิดอยู่  แต่โดยทั่วไปพบน้อยมาก( < 1%) อย่างไรก็ตามไม่ควรทำการทดสอบในผู้ป่วยที่กำลังมีอาการอยู่มากๆ  เช่น มีอาการหอบหืดรุนแรง  ส่วนอาการคันตรงบริเวณที่ทดสอบเกิดขึ้นได้บ่อยซึ่งอาจหายเอง  หรือใช้ยาแก้แพ้ก็ได้
ที่มา:  http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=90 

 

Page 1 of 1212345678910...Last »