<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogPun &#187; วัคซีน</title>
	<atom:link href="http://www.blogpun.com/archives/category/vaccine/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.blogpun.com</link>
	<description>บล็อกปัน ปัน บันทึกน้องปัน ปัน</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Jul 2010 03:00:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/990</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/990#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 11:33:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Chickenpox]]></category>
		<category><![CDATA[การฉีควัคซีนสำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนอีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/archives/990</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; สำหรับวัคซีนอีสุกอีใสพ่อปัน ปัน ได้เขียนไว้แล้วครับ ซึ่งวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนที่ไม่ใช่วัคซีบังคับ ซึ่งก็หมายถึงวัคซีนทางเลือกครับ สำหรับพ่อแม่ของน้องๆ ที่ไม่ต้องการให้ลูกเป็นอีสุกอีใสครับ ซึ่งก็ยังมีวัคซีนตัวอื่นๆ อีกครับที่เป็นวัคซีนทางเลือกแล่วพ่อปัน ปัน จะนำมาเขียนบ่อยๆ ครับ ส่วนเรื่องการเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนต่างๆ คุณหมอแนะนำว่าควรดูแลเด็กๆ ไม่ให้ป่วย หรือเป็นไข้ เพราะจะได้สามารถหาสาเหตุได้ว่าเด็กจะแพ้วัคซีนชนิดนั้นๆ หรือไม่ครับ เพราะเป็นผลข้างเคียงของตัววัคซีนที่เข้าไปในร่างกายเด็กครับ ซึ่งเจ้าวัคซีนมันก็เป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายเด็กครับ ร่างกายของเด็กก็จะเริ่มปรับตัวเพื่อยอมรับสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ หรือไม่ อย่างไร พ่อปัน ปัน พาน้องปัน ปัน ไปฉีดวัคซีนอีสุกอีใสในวันที่ 1 มค. 53 ที่ผ่านมาครับ การเตรียมตัวก็ไม่มีอะไนมาก พยาบาลก็ช่วยชั่งน้ำหนักของ ปัน ปัน วัดความสูง หลังจากนั้นก็ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายทั่วๆ ไปครับ อย่างเช่นตรวจการหายใจ ก็คือการตรวจปอดครับ ตรวจฟันของปัน ปัน ตรวจหู ตรวจการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ตามหลักของแพทย์ที่เรียนมาครับ ถึงช่วงเวลาที่สำคัญคุณหมอบอกว่านำตัวน้องปัน ปัน นอนเป็นที่นอนเพื่อเตรียมฉีควัคซีน พ่อปัน ปัน ต้องกอดตัวปัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#160;</p>
<p><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2010/01/091113gt1.jpg"><img title="วัคซีนอีสุกอีใส" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="408" alt="วัคซีนอีสุกอีใส" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2010/01/091113gt1_thumb.jpg" width="500" border="0" /></a>&#160;</p>
<p>สำหรับ<a href="http://www.blogpun.com/archives/810" target="_blank">วัคซีนอีสุกอีใส</a>พ่อปัน ปัน ได้เขียนไว้แล้วครับ ซึ่งวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนที่ไม่ใช่วัคซีบังคับ ซึ่งก็หมายถึงวัคซีนทางเลือกครับ สำหรับพ่อแม่ของน้องๆ ที่ไม่ต้องการให้ลูกเป็นอีสุกอีใสครับ ซึ่งก็ยังมีวัคซีนตัวอื่นๆ อีกครับที่เป็นวัคซีนทางเลือกแล่วพ่อปัน ปัน จะนำมาเขียนบ่อยๆ ครับ     </p>
<p>ส่วนเรื่องการเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนต่างๆ คุณหมอแนะนำว่าควรดูแลเด็กๆ ไม่ให้ป่วย หรือเป็นไข้ เพราะจะได้สามารถหาสาเหตุได้ว่าเด็กจะแพ้วัคซีนชนิดนั้นๆ หรือไม่ครับ เพราะเป็นผลข้างเคียงของตัววัคซีนที่เข้าไปในร่างกายเด็กครับ ซึ่งเจ้าวัคซีนมันก็เป็นสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งที่เข้าสู่ร่างกายเด็กครับ ร่างกายของเด็กก็จะเริ่มปรับตัวเพื่อยอมรับสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ หรือไม่ อย่างไร     </p>
<p>พ่อปัน ปัน พาน้องปัน ปัน ไป<a href="http://www.blogpun.com/archives/810" target="_blank">ฉีดวัคซีนอีสุกอีใส</a>ในวันที่ 1 มค. 53 ที่ผ่านมาครับ การเตรียมตัวก็ไม่มีอะไนมาก พยาบาลก็ช่วยชั่งน้ำหนักของ ปัน ปัน วัดความสูง หลังจากนั้นก็ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจร่างกายทั่วๆ ไปครับ อย่างเช่นตรวจการหายใจ ก็คือการตรวจปอดครับ ตรวจฟันของปัน ปัน ตรวจหู ตรวจการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ตามหลักของแพทย์ที่เรียนมาครับ     </p>
<p>ถึงช่วงเวลาที่สำคัญคุณหมอบอกว่านำตัวน้องปัน ปัน นอนเป็นที่นอนเพื่อเตรียมฉีควัคซีน พ่อปัน ปัน ต้องกอดตัวปัน ปัน และล็อกปัน ปัน ไว้เพื่อไม่ให้น้องปัน ปัน ดิ้น พยาบาลก็ช่วยจับขาปัน ปัน เพราะปัน ปัน ดิ้นแรงมาก พร้อมทั้งร้องตะโกนเสียงดังทั่วห้องคุณหมอเลยครับ หลังจากนั้นคุณหมอก็ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสให้น้องปัน ปัน ครับโดยฉีดเข้าที่หน้าขาของปัน ปัน น้องปัน ปัน ก็ร้องดังกว่าเดิมครับเพราะเจ็บและตกใจ จนหมอต้องแอบแซวน้องปัน ปัน ปอดแข็งแรงดีนะจ้ะ ร้องเสียงดังเชียว     </p>
<p>สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มนี้ก็ประมาณ 1,700 บาทครับ ซึ่งถือว่าแพงครับเพราะเป็นโรงพยาบาลของเอกชนครับ ซึ่งหลังจากที่น้องปัน ปัน ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสเข็มแรกนี้แล้ว คุณหมอก็นัดมาฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 4 ขวบเลยครับก็เป็นอันว่าวัคซีนอีสุกอีใสต้องฉีด 2 เข็มครับ โดยหมอจะนัดไปฉีดตามระยะห่างจากเข็มแรกเองครับ     </p>
<p>เรื่องของวัคซีนในเด็กเล็กที่เป็นตัวเสริมยังมีอีกเยอะครับ ถ้าตอนนี้ลูกเรายังไม่ได้ไปโรงเรียนก็ไม่เป็นอะไรเพราะเราสามารถควบคุมได้ ว่าไม่ให้ลูกไปเล่นที่ไหน หรือเล่นกับใคร แต่ถ้าเมื่อไรที่ลูกเราได้ไปโรงเรียนแล้ว เราก็จะควบคุมไม่ได้เพราะเด็กๆ ต่างๆ ก็เล่นกันสนุกสนานโดยไม่รู้ว่าตัวเองไม่สบาย หรือป่วย ก็อาจจะทำให้ลูกของเราติดมาด้วยก็ได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/990/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Diphtheria</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/196</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/196#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Oct 2009 11:17:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนป้องกันคอตีบ]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคคอตีบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้พ่อไปค้นเรื่อง&#8221;โรคคอตีบ&#8221; เพื่อนำมาเขียน Blog ให้ปัน ปัน จะได้เป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กับพ่อแม่ท่านอืนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมบ้านปัน ปัน เพราะปัน ปัน ก็ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาแล้วตอนอายุ 1 ขวบครึ่ง โรคคอตีบ โรคคอตีบ(Diphtheria)เป็นโรคติดเชื้อทางเดินลมหายใจ จากการติดเชื้อ Corynebacterium diphtheria ซึ่งจะสร้างสารพิษ(toxin)ที่มีพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย สำหรับสิ่งตรวจพบและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะมีหลายแบบ ดังนี้ 1.โรคคอตีบ(pharyngeal diphtheria) เมื่อเชื้อเข้าไปเจริญที่เซลล์เยื่อบุลำคอ เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆต่อมาจะมีไข้สูง มีแผ่นเยื่อสีขาวแกมเทาที่บริเวณผนังลำคอ ทอนซิล บริเวณช่องคอจะบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอรวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมทำให้มองเห็นคางและคอบวมโตจนดูเหมือนคอวัว(bullneck) 2.โรคคอตีบที่จมูก(nasal diphtheria)จะมีแผ่นเยื่อเกิดในช่องจมูกมักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกจากจมูก 3.โรคคอตีบที่กล่องเสียง(laryngeal diphtheria) ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีแผ่นเยื่อที่หลอดลม อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ 4.โรคคอตีบที่ผิวหนัง(cutaneous diphtheria) การรักษา 1.การให้ Diphtheria antitoxin ต้องให้ในผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าจะเป็น และต้องให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปล้างฤทธิ์ toxinของdiphtheria ก่อนที่toxinจะไปจับกับเนื่อเยื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้พ่อไปค้นเรื่อง&#8221;โรคคอตีบ&#8221; เพื่อนำมาเขียน Blog ให้ปัน ปัน จะได้เป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กับพ่อแม่ท่านอืนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมบ้านปัน ปัน เพราะปัน ปัน ก็ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาแล้วตอน<a href="http://www.blogpun.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-1-%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87/">อายุ 1 ขวบครึ่ง</a></p>
<blockquote><p><strong>โรคคอตีบ</strong><br />
โรคคอตีบ(Diphtheria)เป็นโรคติดเชื้อทางเดินลมหายใจ จากการติดเชื้อ Corynebacterium diphtheria ซึ่งจะสร้างสารพิษ(toxin)ที่มีพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย</p>
<p><strong>สำหรับสิ่งตรวจพบและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะมีหลายแบบ</strong> ดังนี้<br />
1.โรคคอตีบ(pharyngeal diphtheria) เมื่อเชื้อเข้าไปเจริญที่เซลล์เยื่อบุลำคอ เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆต่อมาจะมีไข้สูง มีแผ่นเยื่อสีขาวแกมเทาที่บริเวณผนังลำคอ ทอนซิล บริเวณช่องคอจะบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอรวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมทำให้มองเห็นคางและคอบวมโตจนดูเหมือนคอวัว(bullneck)<br />
2.โรคคอตีบที่จมูก(nasal diphtheria)จะมีแผ่นเยื่อเกิดในช่องจมูกมักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกจากจมูก<br />
3.โรคคอตีบที่กล่องเสียง(laryngeal diphtheria) ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีแผ่นเยื่อที่หลอดลม อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้<br />
4.โรคคอตีบที่ผิวหนัง(cutaneous diphtheria)</p>
<p><strong>การรักษา</strong><br />
1.การให้ Diphtheria antitoxin ต้องให้ในผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าจะเป็น และต้องให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปล้างฤทธิ์ toxinของdiphtheria ก่อนที่toxinจะไปจับกับเนื่อเยื่อ<br />
2.ยาปฏิชีวนะ ยาที่ใช้ได้ผลดีคือ Penicillin<br />
3.การรักษาอื่นๆ ตามอาการ เช่นนอนพัก ให้น้ำและสารอาหารให้เพียงพอ<br />
4.การรักษาอาการแทรกซ้อน ที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เส้นประสาทอักเสบ และปอดบวม</p>
<p><strong>การป้องกัน</strong><br />
โดยการฉีดวัคซีนซึ่งทำจากtoxin ของเชื้อ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในเด็กอายุ 2 ,4 ,6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีก 2 ครั้งเมื่ออายุ 1ปีครึ่ง และ 4 ปี <em>โดย นพ.ยุทธสิทธิ์ ธนพงศ์พิพัฒน์</em></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/196/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัน ปัน ฉีดยา</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/79</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/79#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2008 11:54:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก (Story)]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การฉีควัคซีนสำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัน ปัน ฉีดยา]]></category>
		<category><![CDATA[ปัน ปันเจาะเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[ปัน ปัน เป็นไข้หวัดไม่หายเสียที่พ่อเลยพา ปัน ปัน ไปหาหมอ คุณหมอเลยต้องเจาะเลือกของปัน ปัน เพื่อตรวจหาเชื้อโรค ผลออกมาว่าปัน ปัน มีเชื้อแบคทีเรียในเลือดสูง เลยทำให้ปัน ปัน เป็นไข้ไม่หายเสียที ตอนที่ปัน ปัน เจาะเลือด ปัน ปัน ร้องลั่นโรงพยาบาลเลยครับ คุณยายเลยอุ้มและพาปัน ปัน เดินไปเดินมาจน ปัน ปัน นอนหลับไปเอง หลังจากปัน ปัน โดนเจาะเลือดพ่อกับคุณยายต้องรอฟังผลของการตรวจเลือดนานตั้ง 2 ชม. คุณหมอเรียกพ่อเข้าไปฟังผลตรวจเลือด คุณหมอก็แนะนำเกี่ยวกับผลเลือด และยังบอกอีกว่าถ้าฉีดยาฆ่าเชื้อแล้ว ถ้าอาการปัน ปัน ยังไม่ดีขึ้นก็คงต้องเจาะไขสันหลังมาตรวจอีกครั้ง ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว ปัน ปัน ต้องเจ็บมากเลย คุณหมอก็บอกว่ามันเป็นวิธีสุดท้ายที่จะรู้ว่า ปัน ปัน ติดเชื้ออะไรแน่ หลังจากฉีดยาแล้ว คุณหมอยังให้ยากินมาให้ปัน ปัน ด้วยถ้าพูดถึงเรื่องกินยาของ ปัน ปัน แล้วคงเหมือนกับเด็กอีกหลายๆคน ครับคือกินยายากมากครับ พอกินไปแล้วก็ร้อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัน ปัน เป็นไข้หวัดไม่หายเสียที่พ่อเลยพา ปัน ปัน ไปหาหมอ คุณหมอเลยต้องเจาะเลือกของปัน ปัน เพื่อตรวจหาเชื้อโรค ผลออกมาว่าปัน ปัน มีเชื้อแบคทีเรียในเลือดสูง เลยทำให้ปัน ปัน เป็นไข้ไม่หายเสียที ตอนที่ปัน ปัน เจาะเลือด ปัน ปัน ร้องลั่นโรงพยาบาลเลยครับ คุณยายเลยอุ้มและพาปัน ปัน เดินไปเดินมาจน ปัน ปัน นอนหลับไปเอง หลังจากปัน ปัน โดนเจาะเลือดพ่อกับคุณยายต้องรอฟังผลของการตรวจเลือดนานตั้ง 2 ชม. คุณหมอเรียกพ่อเข้าไปฟังผลตรวจเลือด คุณหมอก็แนะนำเกี่ยวกับผลเลือด และยังบอกอีกว่าถ้าฉีดยาฆ่าเชื้อแล้ว ถ้าอาการปัน ปัน ยังไม่ดีขึ้นก็คงต้องเจาะไขสันหลังมาตรวจอีกครั้ง ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว ปัน ปัน ต้องเจ็บมากเลย คุณหมอก็บอกว่ามันเป็นวิธีสุดท้ายที่จะรู้ว่า ปัน ปัน ติดเชื้ออะไรแน่ หลังจากฉีดยาแล้ว คุณหมอยังให้ยากินมาให้ปัน ปัน ด้วยถ้าพูดถึงเรื่องกินยาของ ปัน ปัน แล้วคงเหมือนกับเด็กอีกหลายๆคน ครับคือกินยายากมากครับ พอกินไปแล้วก็ร้อง แล้วก็อาเจียนออกมาหมดเลยครับ แต่พ่อก็ต้องป้อนใหม่เพื่อให้ ปัน ปัน หายเร็วๆ พ่อยังพูดกับ ปัน ปัน เลยว่า “<strong>ถ้าปัน ปัน ไม่กินยาจะหายไข้ได้อย่างไรครับ”</strong> ซึ่งปัน ปันก็คงยังไม่รู้เรื่องหลอกครับเพราะว่าปัน ปัน ร้องเสียงดังตลอดเลย ต้องอุ้มเดินไปมาถึงหายร้องแต่ก็กินยาได้บ้างครับ ก็ยังดีกว่ากินไม่ได้เลย คุณยายบอกว่า ปัน ปัน กลายเป็นเด็กงอแง้เลยตอนที่กินยา.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/79/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวรัสตับอักเสบบี</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/73</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/73#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Oct 2008 05:21:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[สาระความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การฉีควัคซีนสำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนป้องกันอักเสบบี]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสตับอักเสบบี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/?p=73</guid>
		<description><![CDATA[โรคตับอักเสบ อาจเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว หรือ หนอนพยาธิ หรือเกิดจากการได้รับยาหรือสารพิษ แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ การติดเชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิดทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้ ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทย คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบบี ส่วนใหญ่จะหายสนิท แต่ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ หรือผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรัง และโรคตับแข็งได้ และถ้าหากการติดเชื้อและเป็นพาหะมาตั้งแต่วัยเด็ก จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งตับ ได้มากกว่าผู้ที่ไม่เชื้อหลายเท่า การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้โดยการสัมผัสกับเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะ โดยมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้ •การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือด จากผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี •การสัมผัสกับเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยผ่่านทางบาดแผลเข้าสู่ร่างกาย •การใช้เข็มฉีดยา การเจาะหู การสัก การทำฟัน ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีปนเปื้อน •การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เช่น มีดโกน ที่ตัดเล็บ แปรงสีฟัน •การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี •การถ่ายทอดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะ หรือเป็นโรคอยู่ไปยังทารก โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการคลอด ผลจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><font size="2">โรคตับอักเสบ อาจเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว หรือ หนอนพยาธิ หรือเกิดจากการได้รับยาหรือสารพิษ แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ การติดเชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิดทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้ ที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในประเทศไทย คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ว่าผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบบี ส่วนใหญ่จะหายสนิท แต่ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการ หรือผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรัง และโรคตับแข็งได้ และถ้าหากการติดเชื้อและเป็นพาหะมาตั้งแต่วัยเด็ก จะมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งตับ ได้มากกว่าผู้ที่ไม่เชื้อหลายเท่า</font></p>
<p><font size="2">การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</font></p>
<p><font size="2">ติดต่อได้โดยการสัมผัสกับเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะ โดยมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้</font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือด จากผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การสัมผัสกับเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยผ่่านทางบาดแผลเข้าสู่ร่างกาย </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การใช้เข็มฉีดยา การเจาะหู การสัก การทำฟัน ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีปนเปื้อน </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เช่น มีดโกน ที่ตัดเล็บ แปรงสีฟัน </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>การถ่ายทอดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะ หรือเป็นโรคอยู่ไปยังทารก โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการคลอด </font></p>
<p><strong><font size="2">ผลจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</font></strong></p>
<p><font size="2">ส่วนใหญ่จะหายและมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอาุยุที่ได้รับเชื้อ โดยทั่วไปในเด็กจะไม่ค่อยมีอาการ แต่จะติดเชื้อเรื้อรังได้สูง ผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังจะมีเชื้อไวรัสในเลือดและตับต่อไปเป็นปี หรือตลอดชีวิตโดยไม่มีอาการ ซึ่งจะเป็นพาหะของเชื้อนี้ และแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไป น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง บางรายอาจกลายเป็นตับแข็ง และภาวะแทรกซ้อนจากภาวะตับแข็ง เช่น ตับวาย ท้องมาน อาเจียน หรือ อุจจาระเป็นเลือด ในคนที่เป็นพาหะเรื้อรังของไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสเกิดมะเร็งตับ สูงกว่าคนปกติประมาณ 100 เท่า        <br /></font></p>
<p><strong><font size="2">อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</font></strong></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>แน่นท้อง ท้องอืด อาจเจ็บบริเวณชายโครงขวา </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>เมื่อไข้ลด บางรายอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>บางรายอาจมีอาการท้องเดิน คันบริเวณผิวหนัง ตับและม้ามโตได้เล็กน้อย </font></p>
<p><strong><font size="2">ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรปฏิบัติอย่างไร</font></strong></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ผู้ที่เป็นพาหะสามารถทำงาน ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาได้ตามปกติ </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ควรป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่น โดย </font></p>
<p><font size="2"><strong>-</strong>งดบริจาคโลหิต น้ำเหลือง อสุจิ </font></p>
<p><font size="2"><strong>-</strong>เมื่อต้องรับการผ่าตัดหรือทำฟัน ควรแจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ควรตรวจร่างกายและตรวจเลือด เพื่อดูหน้าที่ของตับ และสารแอลฟาฟิโตโปรตีน เพื่อค้นหาโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มแรก อย่างน้อยปีละครั้ง </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>หญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร ควรฉีดวัคซีนให้บุตรภายใน 24 ชั่วโมง หลังคลอด </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>งดดื่มสุราและสูบบุหรี่</font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ลดการรับประทานอาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์รมควัน และเนื้อสัตว์ที่ไหม้เกรียม หรืออาหารที่เก็บถนอมไว้นานๆ ไม่รับประทานอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารที่มีเชื้อราขึ้น เช่น ถั่วลิสงป่นที่เก็บไว้นานๆ อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารหมักดอง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ปลาร้า ผักดอง ไส้กรอก เบคอน แฮม ฯลฯ และเครื่องกระป๋องต่างๆ อาหารประเภทแหนม ปลาร้า เมื่อจะรับประทาน ต้องทำให้สุกเสียก่อน เนื่องจากอาหารเหล่านี้ อาจส่งเสริมทำให้ตับทำหน้าที่บกพร่องมากขึ้น </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด และเผ็ดจัด </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>รับประทานอาหาร ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ลดความเครียด และความวิตกกังวลให้น้อยลง </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>พักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งร่างกายและจิตใจ </font></p>
<p><strong><font size="2">การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี</font></strong></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนมากที่สุด คือ เด็กแรกเกิด </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยทั่วไปมีความจำเป็นน้อยในการฉีดวัคซีน เนื่องจากส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อแล้ว หากต้องการฉีดวัคซีนควรได้รับการตรวจเลือด ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว หรือมีภูมิต้านทานแล้ว ไม่ต้องฉีดวัคซีน </font></p>
<p><font size="2"><strong>•</strong>ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะ ควรตรวจเลือด เพื่อทราบถึงสภาวะของการติดเชื้อก่อนการฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบชุด จำนวน 3 เข็ม หลังจากนั้น วัคซีนจะกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้นในร่างกาย </font></p>
<p><font size="2">ผช.ศจ.พญ. วรนุช จงศรีสวัสดิ์        <br />ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</font></p>
</blockquote>
<p><font size="2">พ่อไปเจอบทความเกี่ยวไวรัสตับอักเสบบีมา เลยนำมา update ในเว็ปให้ปัน ปัน เกี่ยวเนื่องมาจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พ่อกับม่ปัน ปัน พาปัน ปัน ไปฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีมาครับผม ตอนปัน ปัน โดยคูณหมอฉีดยาปัน ปัน ร้องลั่นเลยครับคงจะเจ็บน่าดูเลย แต่ว่าร้องได้ไม่นานก็หยุดร้อง ตอนเช้าวันนี้แม่ปัน ปัน โทรศัพท์ไปหายายถามเรื่องปัน ปัน ว่าเป็นไข้หรือเปล่าหลังจากฉีดยา ยายก็บอกว่าไม่เห็นเป็นอะไรนะ ยังนอนเก่งเหมือนเดิมครับ</font></p>
<p><font size="2"></font></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/73/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัน ปัน ฉีดยา</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/34</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/34#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Aug 2008 15:17:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[บันทึก (Story)]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[การฉีควัคซีนสำหรับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัน ปัน ฉีดยา]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้แม่พาปัน ปัน ไปฉีดยามาครับแม่พาปัน ปัน ไปที่โรงพยาบาล แม่บอกพ่อว่าคุณยาย+คุณตาพากันไปให้กำลังใจปัน ปัน เยอะมากเลยครับ ตอนฉีดยาปัน ปัน ร้องนิดเดียวเองครับ นู๋คงเจ็บแต่ก้ทนได้นะลูกเพราะปัน ปัน เป็นผู้ชายนะครับ ต้องอดทนนะครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="width: 437px; height: 1342177.27%">วันนี้แม่พาปัน ปัน ไปฉีดยามาครับแม่พาปัน ปัน ไปที่โรงพยาบาล แม่บอกพ่อว่าคุณยาย+คุณตาพากันไปให้กำลังใจปัน ปัน เยอะมากเลยครับ ตอนฉีดยาปัน ปัน ร้องนิดเดียวเองครับ นู๋คงเจ็บแต่ก้ทนได้นะลูกเพราะปัน ปัน เป็นผู้ชายนะครับ ต้องอดทนนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/34/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
