เด็กสองภาษา “พ่อแม่สร้างได้”
![]()
วันนี้พ่อปัน ปัน นำหนังสือที่น่าอ่านมาแนะนำอีกหนึ่งเล่มครับซึ่งก็ไปหาซื้อมาพร้อมกันกับหนังสือ “คุณพ่อเล่นกับหนูหน่อย” ที่พ่อปัน ปัน เคยเขียนในบล็อกไว้แล้วครับ ดูน่าตาของหนังสือตามรูปด้านล่างเลยครับ เผื่อคุณพ่อ หรือ คุณแม่ท่านไหนสนใจก็ไปหาซื้อมาอ่านได้ครับ (สำหรับผมแล้วไม่ได้ค่า Commission เพิ่มแต่อย่างใดครับ)
สำหรับเนื้อหาของหนังสือโดยรวมผู้เขียนคือคุณ “พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์” เขียนจากประสบการณ์จริงของเค้าเอง ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวนี้ ด้วยความที่ คุณพงษ์ระพี เองต้องการที่จะให้ลูกสาวของเค้าที่เกิดมาพูดได้สองภาษา เหมือนกับเด็กลูกครึ่งทั่วๆ ไป แต่ด้วยที่ความที่คุณพงษ์ระพี มีพื้นฐานด้านการใช้ภาษาอังกฤษที่น้อย เลยคิดและหาวิธีต่างๆ ในการที่จะทำให้ลูกสาวของตนเองพูดได้สองภาษา
หนังสือ “เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้” จะมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แบ่งการอ่านหนังสือและการสอนลูกอย่างเป็นระบบโดยแบ่งเป็น 4 ระดับซึ่งก็ได้แก่
ระดับ A =>ฟังพูดสองภาษาได้อย่างคล่องเหมือนเด็ฏที่เป็นลูกครึ่งแท้ที่พูดสองภาษาในครอบครัว
ระดับ B =>ฟังและพูดสองภาษาได้ระดับหนึ่งแต่ยังไม่คล่องนัก
ระดับ C =>ฟังและพูดได้แต่วลีสั้นๆ จำนวนหนึ่ง ฟังเข้าใจแต่ยังอายหรือไม่อยากพูดภาษาที่สอง
ระดับ D =>ฟังและพูดได้แค่ศัพท์พื้นฐานจำนวนหนึ่งมีความอายในการพูดภาษาที่สอง
ซึ่งในแต่ละระดับนั้นคุณพงษ์ระพี เค้ามีคำแนะนำด้วยครับว่าคนที่เป็นพ่อแม่ต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะได้ไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ซึ่งมันก็คือลูกๆ ของเราสามารถพูดได้สองภาษาครับ หลักการก็เพียงแต่พ่อกับแม่ต้องมีความตั้งใจทั้งสองฝ่ายในการที่จะสอนลูกและพูดจากับลูกโดย หลักๆ จะแยกกันระหว่างพ่อและแม่ คือ พ่อจะพูดกับลูกในภาษาอังกฤษ และแม่จะพูดกับลูกในภาษาไทย โดยเริ่มตั้งแต่ลูกเล็กๆ เลยครับยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไร เด็กก็จะสามารถปรับตัวและพูดได้เร็วเท่านั้น ซึ่งก็จะทำให้เป้าหมายของเราบรรลุเร็วเท่านั้นครับ
หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นเรื่องการใช้คำศัพท์ต่างๆ ที่พูดคุยกับลูกด้วยภาษาง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่การกินข้าว กินน้ำ หรือแม้แต่การเล่นต่างๆ กับลูก ซึ่งช่วงแรกๆ เด็กๆ ก็อาจจะสบสนไปบ้างแต่ก็สามารถปรับตัวได้ง่าย เพราะพัฒนาการของเด็กจะค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมครับ
สำหรับพ่อปัน ปัน เองก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็จะพยายามปรับเพื่อนำไปใช้กับน้องปัน ปัน ครับแต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนพ่อปัน ปัน ไม่ได้ซีเรียสครับ เอาเป็นว่าเราได้ทำแล้วและเด็กซึ่งก็คือลูกของเราเองนั้นสามารถรับได้มากหรือเปล่า ไม่อยากไปบังคับมากครับ ปล่อยให้พัฒนาการค่อยๆ เป็นไปอย่างธรรมชาติครับ
คุณพ่อและคุณแม่ท่านใดได้อ่านแล้วก็ลองนำไปปรับเปลี่ยนใช้กับครอบครัวของตนเองดูครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีกฎตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนและแก้ไขได้ สำหรับวิธีการนี้อาจใช้ได้กับครอบครัวหนึ่ง แต่อาจจะนำมาใช้กับอีกครอบครัวหนึ่งไม่ได้ครับ
แม่ผู้สร้าง “ความเป็นคน” ให้ลูก
พ่อปัน ปัน ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับแม่ เลยหยิบมาเขียนบล็อกให้น้องปัน ปัน เพื่อแบ่งปันความรู้กับครับ เนื้อหาสาระก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “แม่” ครับลองอ่านดูครับ
มีคนเคยบอกว่า ในบรรดาลูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด “ลูกคน” อ่อนแอที่สุด เพราะอะไรมาดูกันครับ
”ลูกช้าง” หลังจากตกจากท้องแม่ได้เพียงไม่กี่วัน ก็สามารถเดินได้และหาอาหารกินเองได้
”ลูกลิง” หลังจากที่ออกจากท้องแม่ได้เพียงไม่นาน ก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และแยกตัวเองเป็นอิสระจากแม่ตัวเองได้
”ลูกคน” ใช้เวลานับสิบปี กว่าที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในทุกๆ เรื่อง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่อีกต่อไป (แต่ก็ยังมีบางคนอายุกว่า 30 ปีแล้ว ยังอาศัยพ่อแม่อยู่ก็มี)หากจะบอกว่า นี่คือความอ่อนแอของ “ลูกคน” ก็น่าจะใช่ แต่ภายใต้เหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่ามันคือความอ่อนแอของ “ลูกคน” มันกลับกลายเป้นโอกาสให้ “ลูกคน” ได้รับ “บางสิ่งบางอย่าง” จากแม่จนกระทั่งทำให้ “ลูกคน” เติบโตมีสติปัญญา และมีพัฒนาการสูงที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกัน
อะไรคือ “บางสิ่งบางอย่าง” ที่ “ลูกคน” ได้รับจากแม่จนทำให้เกิดคุณภาพที่แตกต่างไปจากลูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ
นับตั้งแต่วันที่แม่รับรู้ว่า “ลูก” ได้ปฎิสนธิในครรถ์ของตนเอง แม่จะมีความรู้สึกว่ากำลังจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ ความรู้สึกนี้จึงทำให้แม่เกิดความผูกพันกับสมาชิกใหม่ในครรถ์ และทำให้แม่กระทำในสิ่งต่างๆ ที่เป็นผลดีต่อลูกน้อยในครรถ์ความรู้สึกที่ดี การกระทำที่ดีๆ ของแม่ มีผลกระทบทางบวกต่อระบบฮอร์โมนในร่างกายของแม่เอง และยังส่งผลดีต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมองและจิตใจของลูกที่อยู่ในครรถ์ และด้วยความที่คนเรามีวิวัฒนาการในเรื่องภาษาและการสื่อสารสูงกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ แม่จึงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกรัก ผูกพัน และห่วงใยไปยังลูกน้อยได้ดีกว่าไม่ว่าจะด้วยการพูดคุย เพลงกล่อม หรือแม้แต่สัมผัสที่อ่อนโยน
“สาร” ที่สื่อถึงความรัก ความห่วงใยนี้ ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อพํฒนาการของลูกขณะอยู่ในครรถ์แล้ว ยังมีผลต่อความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยของลูกภายหลังคลอดแล้วอีกด้วย เพราะมันคือสิ่งที่เขาเคยไว้วางใจ มันคือสิ่งที่เคยให้ความรู้สึกดีๆ แก่เขา
คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ว่า หลังจากที่ลูกคลอดออกมาแล้ว บทเพลง หรือคำปลอบประโลมที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย หรือหลับได้ดีที่สุด ก็คือบทเพลงที่แม่หรือพ่อเคยร้องให้เขาฟังตอนอยู่ในครรถ์ การที่แม่และพ่อสามารถ “สื่อ” สารแห่งความรัก ความห่วงใยไปยังลูกได้ดีกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ นี่แหละคือ “บางสิ่งบางอย่าง” ที่ดีกว่า และนำมาสู่คุณภาพที่เหนือกว่าคน
พลันที่ลืมตาดูลูก แรกๆ เด็กจะยังแยกไม่ออกกว่าตนเองกับแม่เป็นคนละคนกัน แต่ด้วยความใกล้ชิด และคุณภาพของการสื่อสารระหว่างกัน จะทำให้เด็กค่อยๆ รู้ว่าแม่กับตนเองเป็นคนละคนกัน เริ่มรู้จักตนเอง เริ่มรู้จักแม่ เริ่มเข้าใจเจตนาของแม่ เริ่มรู้จักที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับแม่ และนี้คือจุดเริ่มต้นของ “การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา”
ความสามารถในการ “การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ทำให้คนเรามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของผู้อื่น นำมาซึ่งสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ เห็นอกเห็นใจกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน รู้จักให้ รู้จักรอ รู้จักพอ รู้จักเกรงใจ
ทั้งหมดคือคุณสมบัติของ “ความเป็นคน” ที่ทุกสังคมต้องการแต่ทั้งหมด “แม่” คือผู้เริ่มต้น แม่คือผู้หยิบยื่นสิ่งที่มีค่านี้ให้กับลูก คุณภาพแห่ง “ความเป็นคน” ที่บังเกิดขึ้นกับใครก็ตาม จึงล้วนแล้วมาจากแม่ มาจากคุณภาพของความใกล้ชิดระหว่างแม่กับลูก คุณภาพของการสื่อสารกันระหว่างแม่กับลูก ในวัยที่ลูกเพิ่งจะลืมตาขึ้นมาดูโลก การพัฒนาคุณภาพคน เป็นภารกิจที่กินระยะเวลานาน บางทีอาจจะใช้ทั้งชีวิตของคนๆ หนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าหากมีการเริ่มต้นที่ดี แม้หนทางจะยาวไกล ความสำเร็จก็ย่อมไม่ไกลเกินที่จะก้าวถึง
สำหรับบทความเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ทั้งพ่อและแม่ที่ต้องช่วยกันในการเลี้ยงดู และอบรมบ่มนิสัยให้กับลูกน้อยของเราครับ ซึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ทุกคนต้องการให้ลูกน้อยของตนเองเติบโตขึ้นมาเป็น “คนดี” แต่ “คนดี” นั้นต้องค่อยๆ สร้างและสั่งสอนรวมทั้งอบรมเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งระยะเวลาและความใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญครับ
พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ยังไม่ได้เลี้ยงดูน้องปัน ปัน ได้แบบเต็มที่เพราะด้วยสภาวะเศษรฐกิจ ที่ต้องบีบบังคับที่ต้องทำงานทั้งคู่ เลยต้องให้คุณยายและคุณตาเลี้ยงน้องปัน ปัน แต่ก็ได้กลับไปบ้านทุกอาทิตย์อยู่แล้ว และก็จะใช้เวลาอยู่กับ ปัน ปัน นานที่สุด และคุ้มค่าที่สุด เรียกได้ว่าชีวิตนี้ “เพื่อลูก” ครับ สำหรับความใกล้ชิดที่พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน สัมผัสได้คือน้องปัน ปัน จะไม่ยอมให้ทั้งพ่อและแม่ไปไหนเลย จะให้คอยอยู่ใกล้ๆ ด้วยทุกครั้ง แม้แต่เวลาเล่นกับเพื่อนๆ ก็ตามและเวลาจะมีใครมาอุ้มก็จะไม่ยอมให้อุ้มครับ ต้องให้ “พ่อหรือแม่” เท่านั้นอุ้มครับนี่ก็เป็นเพียงสัมผัสเบื้องต้นของคนครับเรื่องความรัก และความปลอดภัย เพราะเด็กๆ จะรู้ได้ว่าเมื่ออยู่กับใครแล้วเค้าจะปลอดภัย และได้รับความรัก ความอบอุ่นครับผม

Tags: