ลิเก

ลิเก
วันนี้เข้าไป Comment บล็อกคุณเดย์เค้าจะพูดถึงคุณพรศักดิ์ ส่งแสง ส่องแสง ซึ่งเป็นราชาหมอรำคนหนึ่งของเมืองไทย พ่อปัน ปัน เลยจับเรื่องใกล้ตัวมาพูดคุย ในบล็อกปัน ปัน วันนี้ซึ่งเป็นเรื่องของลิเก หรือว่า ยี่เก แล้วแต่จะเรียกกันครับขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

ลิเก ผมไปค้นใน google พบว่ามีมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เลยที่เดียวซึ่งก็นับว่ามีประวัติอันยาวนานพอสมครว ซึ่งถ้าจะเรียกว่าเป็นศิลปะการละเล่นคู่บ้านคู่เมืองของเมืองไทยก็คงไม่เวอร์เกินไป

เมื่อก่อนในซอยที่บ้านเกิดของผู้เขียนที่จังหวัดนครราชสีมา เค้าเรียนว่าซอยกิ่งสวายเรียง หรือคนโคราชหลานย่าโมทั่วไปเค้าเรียกชื่อซอยนี้ว่า “ซอยหมอลิเก” ที่มาของชื่อก็เพราะว่าที่ซอยนี้มีคณะลิเกต่างๆ ได้มาชุมนุมเช่าบ้านเรือนกัน เป็นแหล่งใหญ่เพื่อทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ซึ่งในสมัยก่อนถ้ามีงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ หรือว่า งานศพ ชาวบ้านก็จะมาว่าจ้างคณะลิเกไปเล่นตามงานต่างๆ ซึ่งผู้เขียนเองสมัยเป็นเด็กก็จะตามยายไปดูลิเกบ่อยๆ ครับ เพราะที่วัดกับบ้านของผู้เขียนไม่ห่างกันมาก กว่าจะได้กลับบ้านมานอนก็ประมาณตีสี่ ตีห้าแล้วครับ

ลิเก 
สำหรับบรรยากาศการดูลิเกเท่าที่จำได้ช่วงแรกๆ ก่อนจะมีการแสดงก็จะมีการแต่งตัว แต่งหน้าของตัวลิเก ซึ่งผู้เขียนตอนเป็นเด็กก็จะชอบพาเพื่อนๆ ไปแอบดูเค้าแต่งหน้ากัน มันเป็นบรรยากาศของเด็กๆ ครับ ก่อนจะมีการแสดงก็จะมีการออกแขก ก่อนเพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนดูมีอารมณ์ร่วมที่อยากจะดูลิเก ซึ่งก็จะบอกว่ามันนี้จะแสดงเรื่องอะไร และแสดงในงานอะไร งานของใคร ส่วนมากลิเกก็จะแสดงเกี่ยวกับเรื่องวรรคดีของไทย ทั่วไปๆ ครับ

เมื่อมีการแสดงลิเกไปสักประมาณกลางเรื่องของที่ใช้แสดง หรือช่วงไหนก็แล้วแต่จะมีบรรดา พ่อยก แม่ยก ออกมาตบรางวัลจำพวกพวงมาลัยที่ติดแบงค์ หรือบางคนคลั่งไคล้หนักเข้า หาพวงมาลัยดอกไม้ไม่ได้ก็มีแต่แบงค์ล้วนๆ ครับ ซึ่งบางคนก็ได้หลายร้อยบาทหรืออาจเป็นพัน ๆ บาทเลยที่เดียวเฉพาะการแสดงไม่กี่ชม. ซึ่งถือว่ามีรายได้ดีเลยที่เดียวในยุคนั้น

มาถึงปัจจุบันนี้หลังจากที่ความเจริญเข้ามาประกอบกับบรรดาลิเกคณะต่างๆ ไม่มีงานได้แสดงกันก็เลยแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพใหม่กัน ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จะเหลือเพียงคณะลิเก คณะใหญ่ๆ เพียงไม่กี่คณะเท่านั้น ที่จำได้ตอนนี้ก็เห็นจะเป็น “คณะลิเกกระต่ายขาว แสงเพชร” ซึ่งถือได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมากในโคราชครับ

ล่าสุดแม่ปัน ปัน พาน้องปัน ปัน ไปดูลิเกที่วัดข้างๆบ้าน ปัน ปัน ก็จะไปรำที่หน้าโรงลิเก หรือบางที่ก็จะไปแยกบรรดาพวกพี่เค้าตีระนาดเสียเลย ซึ่งผมว่าพัฒนาการอย่างหนึ่งของเด็กนะครับ ซึ่งเราที่เป็นผู้ใหญ่ผ่านเหตุการณ์ ต่างๆ นั้นมาหมดแล้วอาจจะมองว่าเค้าจะไปตีทำอะไรกัน แต่เด็กเค้าไม่รู้หรอกครับ ขอเพียงตีแล้วสนุก เกิดเสียงดังแปลกๆ ดีไม่ไม่ดีตีเอามือตัวเองอีกตั้งหากครับ

ปัน ปัน นิ้วแตก

  
เรื่องมีอยู่ว่าปัน ปัน เล่นของเล่นที่มีฆ้อนไม้ แล้วก็มีแท่งไม้ที่ไว้ให้ตอกเล่น เพื่อฝึกทักษะการใช้มือ การใช้นิ้ว หรือว่าทักษะการใช้กล้ามเนื้อต่างๆ แต่บังเอินว่าปัน ปัน เล่นไม่ระวังหรือว่ายังใช้กล้ามเนื้อต่างๆยังไม่คล่องก็ได้ครับ เลยใช้ฆ้อนไม้ตีเอานิ้วชี้ของตัวเอง แล้วก็ร้องลั่นบ้านเลยครับ วิ่งไปให้ยายเบ้าเป่าให้ แล้วยังให้แม่เป่าอีกเท่านั้นยังไม่หายเจ็บ วิ่งมาให่พ่อเป่าอีกครับ พ่อเลยพูดกับปัน ปัน ว่า ปัน ปัน ครับทีหลังต้องระวังด้วยนะครับเพราะว่าจะเจ็บตัวอีก แต่ปัน ปัน ก็ยังคงไม่รู้เรื่องเพราะว่ายังร้องเพราะยังเจ็บอยู่ก็จะไม่ให่ร้องได้อย่างไรก็เลือดมันไหลนี่ครับ พ่อกับแม่ก็ได้แต่สงสาร และก็ปอบปัน ปัน ไปพลางๆ แล้วก็ชวนไปเล่นอย่างอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปอย่างอื่นแทน

นี่ก็เป็นเพียงบทเรียนอย่างหนึ่งของปัน ปัน ในการเล่นต้องระมัดระวังตัวด้วยในการเล่นของเล่นชนิดต่างๆ พูดถึงว่าปัน ปัน เจ็บตัวพ่อว่าก็เป็นประโยชน์นะครับ เพราะปัน ปัน จะได้เกิดการเรียนรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในคราวหน้า เพราะปัน ปัน ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมายครับ

สำหรับพ่อแม่ที่ยังมีลูกในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน หรือว่าวัยใกล้เคียงกัน ต้องระมัดระวังในการเล่นของลูกๆ ต้องคอยระวังตลอดเวลาซึ่งวัยนี้กำลังต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ยังไม่รู้จักการวางน้ำหนักมือ ในการทุบ การตี หรือว่าการโยนสิ่งของต่างๆ ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็โดนมากับตัวเองแล้วครับ เจ็บก็เจ็บแต่ยังต้องยิ้มและเล่นกับลูกต่อ เพราะเป็นลูกเราเองครับ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายครับ ค่อนข้างจะแรงเยอะ จะโยนอะไรก็แล้วแต่ยังกะระยะไม่แม่นครับ พูดง่ายๆ คือกะระยะยังไม่เป็นครับ ผู้เขียนก็หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับ พ่อแม่ที่ยังเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงอย่าง พ่อของปัน ปัน และแม่ของ ปัน ปัน นะครับ

หน้าก่อนหน้าหน้าต่อไป