วัยกรี๊ด

 วัยกรี๊ด  

พูดถึงเรื่องกรี๊ด…ดดด ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลากคงไม่เหมาะสม แต่สำหรับวัยเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นพัฒนาการของเด็กขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะบอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าตัวเค้าเองมีพลังนะครับ

พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ได้เจอกับตัวเองครับถึงเหตุการณ์ที่ลูกชาย ร้องกรี๊ดๆ เวลาที่ต้องสิ่งขออะไร ก็ตามหรือแม้แต่เวลาไม่ได้สิ่งใดๆ ทันใจก็จะกรี๊ดครับ ซึ่งบางครั้งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นพี่เวลาปัน ปัน หัวเราะดีใจแบบสุดๆ ก็ยังกรี๊ดเลยครับ

พ่อปัน ปัน กำลังจะบอกว่าเด็กในวัยขนาดน้องปัน ปัน ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง ยังแยกแยะไม่ออกว่า กรี๊ดเสียงดังๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเค้ายังสื่อสารด้วยคำพูดให้เราเข้าใจยังไม่ได้ เลยต้องหาวิธีพัฒนาเพื่อจะสามารถสื่อสารกับเราได้ สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน พ่อปัน ปัน นำวิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ดมาฝากครับ

วิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ด
1. อิสระในการเรียนรู้
ไม่ได้หมายความว่าให้ตามใจลูก แต่เด็กวัยนี้คือวัยที่กำลังเรียนรู้ ชอบสำรวจ บางครั้งด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นพ่อแม่อาจห้ามไม่ให้เล่นบ้าง ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ควรดูเขาอยู่ห่างๆและให้เขาลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะหากพ่อแม่ไปห้ามลูกบ่อยๆซึ่งในบางครั้ง เขาสามารถเล่นเองได้ และไม่อันตรายนั้น เมื่อโตมาเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

2. วางเฉย เมื่อลูกเริ่มกรี๊ด โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ก็จะสั่งให้หยุดเดี๋ยวนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว พ่อแม่ควรอยู่เฉยๆ อย่าไปทำตามข้อเรียกร้องของลูก มิเช่นนั้นเมื่อเขาอยากได้อะไรเขาก็จะใช้วิธีนี้ในการเรียกร้องความต้องการ

แม้ว่าในบางครั้งเสียงกรี๊ดมากๆ ของลูก อาจทำให้พ่อแม่เกิดอาการปี๊ด…ดดด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน บางทีก็อยากตัดความรำคาญหรืออาจจะเกรงใจคนรอบข้างเวลาที่พาออกไปข้างนอก ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องใจแข็งพอสมควร เด็กๆร้องไปสักพักก็จะเหนื่อย เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจด้วยแล้ว เดี๋ยวก็หยุดร้องกรี๊ดได้เอง

3. เหตุผล ไม่ว่าลูกจะร้องกรี๊ดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม พ่อแม่ต้องพูดกับลูกด้วยเหตุผล การร้องเพราะถูกขัดใจ ก็ต้องบอกลูกว่าถ้าอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งคุณแม่ต้องทำแบบนี้ให้สม่ำเสมอ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะลูกจะสับสน

4. สื่อสารกับลูกให้เยอะๆ บางครั้งที่ลูกอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ยังไม่สามารถอธิบายบอกได้ คุณแม่ใช้วิธีถามนำว่าลูกอยากได้อะไร จะเอาของเล่นเหรอ จะกินน้ำเหรอ อะไรทำนองนี้ เพราะลูกจะได้สื่อสารกับเราได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกให้ลูกได้พูดไปด้วยในตัว โดยใช้คำพูดง่ายๆ กระชับ ถ้าพูดยาวจนเกินไปเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย ต่อไปเขาก็จะรู้จักพูดคุยกับเรา ไม่ใช่วิธีการกรี๊ดแน่นอน

5. ชื่นชม ถ้าสิ่งไหนที่ลูกทำแล้วเป็นสิ่งดี ก็อย่าลืมหยอดคำชมรอยยิ้ม หรือแสดงอาการให้เขาเห็นว่าคุณพอใจมากๆ ที่เขาทำสิ่งที่ดีๆ ลูกก็จะเรียนรู้และอยากทำในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม

6. แบบอย่าง เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการที่พ่อแม่ต้องเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมได้เร็วมาก หากแม่ไม่พอใจแล้วโมโหเกรี้ยวกราดใส่ลูก ลูกก็จะกรี๊ดเหมือนที่แม่ทำ

7. ได้และไม่ได้ พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกรู้จักคำว่าได้และไม่ได้ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องของความสมหวังและผิดหวังซึ่งควรมีเหตุผลกำกับด้วยทุกครั้งว่าทำไมลูกถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้เพราะถ้าลูกเรียนรู้ที่จะได้อย่างเดียว ลูกจะไม่รู้จักความผิดหวังแต่ถ้าลูกเรียนรู้แต่ความผิดหวัง เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “พอดี”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อพื้นฐานในการสอนลูกให้มีความน่ารักมายิ่งขึ้น ซึ่งพ่อแม่ต้องมีวินัยที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปตามกติกามารยาททางสังคมได้ตามวัย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรัก” ซึ่งพ่อแม่ต้องรักอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านอารมณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา:หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

โดยส่วนตัวแล้วพ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะใช้วิธีการวางเฉยเมื่อน้องปัน ปัน กรี๊ดและก็จะพูดกับน้องปัน ปัน ว่า “ไม่ดี นะลูก ปัน ปัน ต้องรู้จักรอ , หรือไม่ก็พูดกับน้องปัน ปัน ว่า ปัน ปัน ต้องการแสดงพลังเสียงใช่ไหมลูก” อีกวิธีที่พ่อปัน ปัน ทำเป็นประจำคือจะหันเหความสนใจ ไปหาอย่างอื่นๆ ที่น้องปัน ปัน ไม่ได้สนใจในขณะนั้น

พ่อแม่ท่านใดมีวิธีรับมือกับลูกน้อยในวัยกรี๊ด อย่างไรกันบ้างลองช่วยกัน Comment เข้ามานะครับ พ่อปัน ปัน จะได้นำไปปรับเปลี่ยนใช้กับน้องปัน ปัน ครับ

แม่อายุ 17 ปี ขโมยนมให้ลูก

img_tmp_01

วันนี้คงไม่มีอะไรมากเพียงแต่ได้ดูข่าวแล้วรู้สึกสลดใจ และเศร้าใจบ้างเล็กน้อยในกรณีนี้ ซึ่งจะเห็นว่าพื่อลูกแล้ว แม่ทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงให้ลูกของตัวเองได้กินอิ่มท้อง

กรมพินิจฯ นำลูก 3 เดือนคุมร่วมกับแม่วัย 17 ปี ถูกจับขโมยนม-ผ้าอ้อม

ก.ยุติธรรม 25 ม.ค.- กรมพินิจฯ ประสานขอลูกวัย 3 เดือนส่งคืนให้แม่วัย 17 ปี ที่ขโมยนมและผ้าอ้อมจากห้างสรรพสินค้า ระบุไม่ควรให้แม่ลูกแยกกันอยู่ ยืนยันที่บ้านปราณีมีพยาบาลพร้อมดูแลเด็กเล็กอยู่แล้ว และแม้ทางห้างฯ ไม่เอาความ แต่เป็นอาญาต้องดำเนินคดีต่อ เตรียมสืบประวัติเด็กหากพบผิดครั้งแรก อาจเสนออัยการขอไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้มีประวัติ

นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แถลงกรณีคดีการจับกุมหญิงสาววัยรุ่นอายุ 17 ปี ขโมยนมและผ้าอ้อมจากห้างสรรพสินค้าไปให้ลูกวัย 3 เดือน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวหญิงวัยรุ่นไปควบคุมตัวที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปราณี ส่วนลูกวัย 3 เดือนแยกส่งไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านปากเกร็ด ว่า เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนมีเจตนาดี เพื่อคุ้มครองเด็กอ่อนที่ไม่ได้กระทำผิดให้ได้รับการดูแลอย่างดี โดยที่ไม่ทราบว่าบ้านปราณีนั้น มีเจ้าหน้าที่พยาบาลที่สามารถดูแลเด็กอ่อนและคุณแม่วัยใสหรือหญิงที่มีบุตรตั้งแต่อายุน้อยอยู่ด้วย ดังนั้น จึงได้ประสานติดต่อเพื่อขอให้ส่งลูกวัย 3 เดือนที่ถูกแยกไปเมื่อบ่ายวานนี้ (24 ม.ค.) มาอยู่ที่บ้านปราณีแล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ที่ผ่านมา

นายธวัชชัย กล่าวว่า ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า ตลอดทั้งคืนหญิงสาวคนดังกล่าวนอนไม่หลับเพราะต้องแยกกับลูก เมื่อทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งจึงดีใจมาก แม่โผเข้ากอดลูก ซึ่งเด็กวัย 3 เดือนก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับ แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เห็นเหตุการณ์ก็เก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่

นายธวัชชัย กล่าวด้วยว่า อยากแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ถ้ากรณีเด็กก้าวพลาดกระทำความผิด และมีลูกเล็กติดมา สามารถส่งเด็กมาที่บ้านปราณีได้ด้วย เพราะการแยกแม่และลูกออกจากกันน่าสงสารมาก โดยที่บ้านปราณีมีคุณแม่วัยใสที่ต้องคดีนำลูกมาเลี้ยงด้วย 7 คน และอยู่ระหว่างตั้งครรภ์อีก 3 คน นอกจากนี้ ยังฝากถึงผู้ประกอบการ หากพบเห็นการกระทำผิดของเด็ก และเชื่อว่าเป็นความผิดจากการพลาดพลั้ง ไม่ใช่กระทำเป็นอาชีพ ขอให้ประสานมาที่กรมพินิจฯ หรือสถานพินิจฯ ประจำจังหวัด เพื่อให้การดูแลเด็กอย่างเหมาะสม

ส่วนการดำเนินคดีกับแม่วัยใสคนนี้ นายธวัชชัย กล่าวว่า ได้แจ้งไปยังบิดามารดามาขอรับตัวเด็กหญิงคนนี้แล้ว โดยอยู่ระหว่างเดินทางมาขอรับตัวเด็ก ซึ่งหากความผิดดังกล่าวโทษไม่เกิน 5 ปี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็สามารถให้ตัวบุคคลคือบิดามารดามารับโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้

นายธวัชชัย กล่าวว่า โทษสูงสุดของหญิงวัยรุ่นคนนี้คือจำคุก 5 ปี และแม้สถานประกอบการตัดสินใจจะไม่เอาความ แต่เป็นคดีอาญาจึงหยุดดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการช่วยเหลือ โดยสืบประวัติและสาเหตุแห่งการกระทำผิด โดยหากผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นว่ามีโอกาสที่เด็กจะกลับตัวเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง เพื่อช่วยไม่ให้เด็กมีประวัติติดตัว เป็นการให้โอกาสกลับตัวแก้ไขความเสียหาย ซึ่งผู้อำนวยการสถานพินิจ ต้องเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการเห็นชอบให้สั่งไม่ฟ้องได้ และถือว่าคำสั่งนั้นเป็นที่สุด โดยไม่ต้องส่งเด็กขึ้นศาลเยาวชน

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือดังกล่าว มีหลักเกณฑ์ว่าโทษจำคุกต้องไม่เกิน 5 ปี เด็กต้องรับสารภาพด้วยความสมัครใจ และรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของตน เด็กรับรู้และพยายามแก้ไขผลที่เกิดจากการกระทำของตนต่อผู้เสียหาย บิดา มารดา และผู้อื่น รวมทั้งแสดงคำขอโทษอย่างจริงใจ และให้ครอบครัวกับชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยจัดประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน กำหนดมาตรการลงโทษที่เหมาะสม โดยเด็กต้องไม่รู้สึกว่าถูกลงโทษโดยคนแปลกหน้า หากเด็กไม่ได้ขโมยเป็นอาชีพ ก็มีทางที่จะเสนออัยการขอไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้เด็กมีประวัติติดตัว และนำมาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสำนึกผิดกลับตัวใหม่

นอกจากนั้น อธิบดีกรมพินิจฯ ยังกล่าวชมเชยเด็กหญิงคนดังกล่าวว่ามีน้ำใจของความเป็นแม่ ไม่ทำแท้งหรือทิ้งลูกในครรภ์ของตน แม้จะมีกระแสข่าวลักษณะนี้จำนวนมาก แต่ตัดสินใจเลี้ยงดูมาตลอด แม้จะมาก้าวพลาดไปในครั้งนี้ ต่างกับหลายคนที่มีความพร้อมมากกว่า แต่เพียงเพราะความละอาย ก็ตัดสินใจทำแท้งทำร้ายลูกตัวเองแล้ว.-สำนักข่าวไทย

ที่มา http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTEzNjQwNSZudHlwZT10ZXh0

เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับกับเหตุการณ์นี้ สำหรับพ่อปัน ปัน บอกเพียงว่าสงสารลูกของน้องคนนี้ เพราะว่าคนที่เป็นแม่ก็อายุเพียง 17 ปี ซึ่งก็ยังเป็นเยาวชนอยู่ ความคิดความอ่านก็ยังไม่รอบครอบ รู้เพียงแต่ว่าลูกหิวนม ก็ต้องหาทางและหาวิธีทำให้ลูกอิ่มท้องก็เท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า “หาวิธีไม่ถูกต้อง”

หน้าต่อไป