วัยกรี๊ด

 วัยกรี๊ด  

พูดถึงเรื่องกรี๊ด…ดดด ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลากคงไม่เหมาะสม แต่สำหรับวัยเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นพัฒนาการของเด็กขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะบอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าตัวเค้าเองมีพลังนะครับ

พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ได้เจอกับตัวเองครับถึงเหตุการณ์ที่ลูกชาย ร้องกรี๊ดๆ เวลาที่ต้องสิ่งขออะไร ก็ตามหรือแม้แต่เวลาไม่ได้สิ่งใดๆ ทันใจก็จะกรี๊ดครับ ซึ่งบางครั้งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นพี่เวลาปัน ปัน หัวเราะดีใจแบบสุดๆ ก็ยังกรี๊ดเลยครับ

พ่อปัน ปัน กำลังจะบอกว่าเด็กในวัยขนาดน้องปัน ปัน ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง ยังแยกแยะไม่ออกว่า กรี๊ดเสียงดังๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเค้ายังสื่อสารด้วยคำพูดให้เราเข้าใจยังไม่ได้ เลยต้องหาวิธีพัฒนาเพื่อจะสามารถสื่อสารกับเราได้ สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน พ่อปัน ปัน นำวิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ดมาฝากครับ

วิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ด
1. อิสระในการเรียนรู้
ไม่ได้หมายความว่าให้ตามใจลูก แต่เด็กวัยนี้คือวัยที่กำลังเรียนรู้ ชอบสำรวจ บางครั้งด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นพ่อแม่อาจห้ามไม่ให้เล่นบ้าง ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ควรดูเขาอยู่ห่างๆและให้เขาลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะหากพ่อแม่ไปห้ามลูกบ่อยๆซึ่งในบางครั้ง เขาสามารถเล่นเองได้ และไม่อันตรายนั้น เมื่อโตมาเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

2. วางเฉย เมื่อลูกเริ่มกรี๊ด โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ก็จะสั่งให้หยุดเดี๋ยวนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว พ่อแม่ควรอยู่เฉยๆ อย่าไปทำตามข้อเรียกร้องของลูก มิเช่นนั้นเมื่อเขาอยากได้อะไรเขาก็จะใช้วิธีนี้ในการเรียกร้องความต้องการ

แม้ว่าในบางครั้งเสียงกรี๊ดมากๆ ของลูก อาจทำให้พ่อแม่เกิดอาการปี๊ด…ดดด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน บางทีก็อยากตัดความรำคาญหรืออาจจะเกรงใจคนรอบข้างเวลาที่พาออกไปข้างนอก ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องใจแข็งพอสมควร เด็กๆร้องไปสักพักก็จะเหนื่อย เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจด้วยแล้ว เดี๋ยวก็หยุดร้องกรี๊ดได้เอง

3. เหตุผล ไม่ว่าลูกจะร้องกรี๊ดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม พ่อแม่ต้องพูดกับลูกด้วยเหตุผล การร้องเพราะถูกขัดใจ ก็ต้องบอกลูกว่าถ้าอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งคุณแม่ต้องทำแบบนี้ให้สม่ำเสมอ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะลูกจะสับสน

4. สื่อสารกับลูกให้เยอะๆ บางครั้งที่ลูกอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ยังไม่สามารถอธิบายบอกได้ คุณแม่ใช้วิธีถามนำว่าลูกอยากได้อะไร จะเอาของเล่นเหรอ จะกินน้ำเหรอ อะไรทำนองนี้ เพราะลูกจะได้สื่อสารกับเราได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกให้ลูกได้พูดไปด้วยในตัว โดยใช้คำพูดง่ายๆ กระชับ ถ้าพูดยาวจนเกินไปเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย ต่อไปเขาก็จะรู้จักพูดคุยกับเรา ไม่ใช่วิธีการกรี๊ดแน่นอน

5. ชื่นชม ถ้าสิ่งไหนที่ลูกทำแล้วเป็นสิ่งดี ก็อย่าลืมหยอดคำชมรอยยิ้ม หรือแสดงอาการให้เขาเห็นว่าคุณพอใจมากๆ ที่เขาทำสิ่งที่ดีๆ ลูกก็จะเรียนรู้และอยากทำในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม

6. แบบอย่าง เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการที่พ่อแม่ต้องเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมได้เร็วมาก หากแม่ไม่พอใจแล้วโมโหเกรี้ยวกราดใส่ลูก ลูกก็จะกรี๊ดเหมือนที่แม่ทำ

7. ได้และไม่ได้ พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกรู้จักคำว่าได้และไม่ได้ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องของความสมหวังและผิดหวังซึ่งควรมีเหตุผลกำกับด้วยทุกครั้งว่าทำไมลูกถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้เพราะถ้าลูกเรียนรู้ที่จะได้อย่างเดียว ลูกจะไม่รู้จักความผิดหวังแต่ถ้าลูกเรียนรู้แต่ความผิดหวัง เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “พอดี”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อพื้นฐานในการสอนลูกให้มีความน่ารักมายิ่งขึ้น ซึ่งพ่อแม่ต้องมีวินัยที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปตามกติกามารยาททางสังคมได้ตามวัย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรัก” ซึ่งพ่อแม่ต้องรักอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านอารมณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา:หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

โดยส่วนตัวแล้วพ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะใช้วิธีการวางเฉยเมื่อน้องปัน ปัน กรี๊ดและก็จะพูดกับน้องปัน ปัน ว่า “ไม่ดี นะลูก ปัน ปัน ต้องรู้จักรอ , หรือไม่ก็พูดกับน้องปัน ปัน ว่า ปัน ปัน ต้องการแสดงพลังเสียงใช่ไหมลูก” อีกวิธีที่พ่อปัน ปัน ทำเป็นประจำคือจะหันเหความสนใจ ไปหาอย่างอื่นๆ ที่น้องปัน ปัน ไม่ได้สนใจในขณะนั้น

พ่อแม่ท่านใดมีวิธีรับมือกับลูกน้อยในวัยกรี๊ด อย่างไรกันบ้างลองช่วยกัน Comment เข้ามานะครับ พ่อปัน ปัน จะได้นำไปปรับเปลี่ยนใช้กับน้องปัน ปัน ครับ

แม่อายุ 17 ปี ขโมยนมให้ลูก

img_tmp_01

วันนี้คงไม่มีอะไรมากเพียงแต่ได้ดูข่าวแล้วรู้สึกสลดใจ และเศร้าใจบ้างเล็กน้อยในกรณีนี้ ซึ่งจะเห็นว่าพื่อลูกแล้ว แม่ทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงให้ลูกของตัวเองได้กินอิ่มท้อง

กรมพินิจฯ นำลูก 3 เดือนคุมร่วมกับแม่วัย 17 ปี ถูกจับขโมยนม-ผ้าอ้อม

ก.ยุติธรรม 25 ม.ค.- กรมพินิจฯ ประสานขอลูกวัย 3 เดือนส่งคืนให้แม่วัย 17 ปี ที่ขโมยนมและผ้าอ้อมจากห้างสรรพสินค้า ระบุไม่ควรให้แม่ลูกแยกกันอยู่ ยืนยันที่บ้านปราณีมีพยาบาลพร้อมดูแลเด็กเล็กอยู่แล้ว และแม้ทางห้างฯ ไม่เอาความ แต่เป็นอาญาต้องดำเนินคดีต่อ เตรียมสืบประวัติเด็กหากพบผิดครั้งแรก อาจเสนออัยการขอไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้มีประวัติ

นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน แถลงกรณีคดีการจับกุมหญิงสาววัยรุ่นอายุ 17 ปี ขโมยนมและผ้าอ้อมจากห้างสรรพสินค้าไปให้ลูกวัย 3 เดือน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวหญิงวัยรุ่นไปควบคุมตัวที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปราณี ส่วนลูกวัย 3 เดือนแยกส่งไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านปากเกร็ด ว่า เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนมีเจตนาดี เพื่อคุ้มครองเด็กอ่อนที่ไม่ได้กระทำผิดให้ได้รับการดูแลอย่างดี โดยที่ไม่ทราบว่าบ้านปราณีนั้น มีเจ้าหน้าที่พยาบาลที่สามารถดูแลเด็กอ่อนและคุณแม่วัยใสหรือหญิงที่มีบุตรตั้งแต่อายุน้อยอยู่ด้วย ดังนั้น จึงได้ประสานติดต่อเพื่อขอให้ส่งลูกวัย 3 เดือนที่ถูกแยกไปเมื่อบ่ายวานนี้ (24 ม.ค.) มาอยู่ที่บ้านปราณีแล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ที่ผ่านมา

นายธวัชชัย กล่าวว่า ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า ตลอดทั้งคืนหญิงสาวคนดังกล่าวนอนไม่หลับเพราะต้องแยกกับลูก เมื่อทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งจึงดีใจมาก แม่โผเข้ากอดลูก ซึ่งเด็กวัย 3 เดือนก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับ แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เห็นเหตุการณ์ก็เก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่

นายธวัชชัย กล่าวด้วยว่า อยากแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ถ้ากรณีเด็กก้าวพลาดกระทำความผิด และมีลูกเล็กติดมา สามารถส่งเด็กมาที่บ้านปราณีได้ด้วย เพราะการแยกแม่และลูกออกจากกันน่าสงสารมาก โดยที่บ้านปราณีมีคุณแม่วัยใสที่ต้องคดีนำลูกมาเลี้ยงด้วย 7 คน และอยู่ระหว่างตั้งครรภ์อีก 3 คน นอกจากนี้ ยังฝากถึงผู้ประกอบการ หากพบเห็นการกระทำผิดของเด็ก และเชื่อว่าเป็นความผิดจากการพลาดพลั้ง ไม่ใช่กระทำเป็นอาชีพ ขอให้ประสานมาที่กรมพินิจฯ หรือสถานพินิจฯ ประจำจังหวัด เพื่อให้การดูแลเด็กอย่างเหมาะสม

ส่วนการดำเนินคดีกับแม่วัยใสคนนี้ นายธวัชชัย กล่าวว่า ได้แจ้งไปยังบิดามารดามาขอรับตัวเด็กหญิงคนนี้แล้ว โดยอยู่ระหว่างเดินทางมาขอรับตัวเด็ก ซึ่งหากความผิดดังกล่าวโทษไม่เกิน 5 ปี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ก็สามารถให้ตัวบุคคลคือบิดามารดามารับโดยไม่ต้องมีหลักประกันได้

นายธวัชชัย กล่าวว่า โทษสูงสุดของหญิงวัยรุ่นคนนี้คือจำคุก 5 ปี และแม้สถานประกอบการตัดสินใจจะไม่เอาความ แต่เป็นคดีอาญาจึงหยุดดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการช่วยเหลือ โดยสืบประวัติและสาเหตุแห่งการกระทำผิด โดยหากผู้อำนวยการสถานพินิจเห็นว่ามีโอกาสที่เด็กจะกลับตัวเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง เพื่อช่วยไม่ให้เด็กมีประวัติติดตัว เป็นการให้โอกาสกลับตัวแก้ไขความเสียหาย ซึ่งผู้อำนวยการสถานพินิจ ต้องเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการเห็นชอบให้สั่งไม่ฟ้องได้ และถือว่าคำสั่งนั้นเป็นที่สุด โดยไม่ต้องส่งเด็กขึ้นศาลเยาวชน

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือดังกล่าว มีหลักเกณฑ์ว่าโทษจำคุกต้องไม่เกิน 5 ปี เด็กต้องรับสารภาพด้วยความสมัครใจ และรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของตน เด็กรับรู้และพยายามแก้ไขผลที่เกิดจากการกระทำของตนต่อผู้เสียหาย บิดา มารดา และผู้อื่น รวมทั้งแสดงคำขอโทษอย่างจริงใจ และให้ครอบครัวกับชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยจัดประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน กำหนดมาตรการลงโทษที่เหมาะสม โดยเด็กต้องไม่รู้สึกว่าถูกลงโทษโดยคนแปลกหน้า หากเด็กไม่ได้ขโมยเป็นอาชีพ ก็มีทางที่จะเสนออัยการขอไม่ฟ้องเพื่อไม่ให้เด็กมีประวัติติดตัว และนำมาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสำนึกผิดกลับตัวใหม่

นอกจากนั้น อธิบดีกรมพินิจฯ ยังกล่าวชมเชยเด็กหญิงคนดังกล่าวว่ามีน้ำใจของความเป็นแม่ ไม่ทำแท้งหรือทิ้งลูกในครรภ์ของตน แม้จะมีกระแสข่าวลักษณะนี้จำนวนมาก แต่ตัดสินใจเลี้ยงดูมาตลอด แม้จะมาก้าวพลาดไปในครั้งนี้ ต่างกับหลายคนที่มีความพร้อมมากกว่า แต่เพียงเพราะความละอาย ก็ตัดสินใจทำแท้งทำร้ายลูกตัวเองแล้ว.-สำนักข่าวไทย

ที่มา http://news.mcot.net/social/inside.php?value=bmlkPTEzNjQwNSZudHlwZT10ZXh0

เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับกับเหตุการณ์นี้ สำหรับพ่อปัน ปัน บอกเพียงว่าสงสารลูกของน้องคนนี้ เพราะว่าคนที่เป็นแม่ก็อายุเพียง 17 ปี ซึ่งก็ยังเป็นเยาวชนอยู่ ความคิดความอ่านก็ยังไม่รอบครอบ รู้เพียงแต่ว่าลูกหิวนม ก็ต้องหาทางและหาวิธีทำให้ลูกอิ่มท้องก็เท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า “หาวิธีไม่ถูกต้อง”

คำแรก

สำหรับคนที่เป็นพ่อ เป็น แม่ สิ่งที่เป็นอะไรเกี่ยวกับลูกมักจะจดจำได้ดีเสมอๆ ครับ พ่อปัน ปัน ก็เป็นเหมือนกับพ่อแม่ทั้งหลายนั้นครับ วันนี้เลยมาเขียนเรื่อง “ปลา” ครับซึ่งคำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรลองติดตามอ่านดูนะครับ

ใช้แล้วครับ “ปลา” เป็นคำแรกที่น้องปัน ปัน ออกเสียงได้ชัดเจนมากพ่อปัน ปัน เลยนึกย้อนไปถึงว่าทำลูกชายตัวเองถึงพูดได้คำแรกเป็น “ปลา” โดยวิเคราะห์กับแม่ของปัน ปัน ถึงที่มาของคำแรกที่น้องปัน ปัน พูดได้ 
 
ปัจจัยแรกเลยครับที่บ้านคุณยายของปัน ปัน มีบ่อปลาสวยงาม ที่คุณตานงสร้างไว้เลี้ยงปลาประเภท ปลาเงิน ปลาทอง ปลาสอดต่างๆ ซึ่งน้องปัน ปัน จะชอบพาเพื่อนๆ ที่เป็นรุ่นพี่วิ่งไปดูอยู่เป็นประจำๆ บางที่ถ้าคนเลี้ยงเผลอน้องปัน ปัน ก็จะเอามือลงไปจับปลาหรือไม่ก็ตีน้ำในบ่อปลาเล่น เป็นที่สนุกสนานเลยครับ และถ้าน้องปัน ปัน กำลังร้องไห้ไม่ว่าสาเหตุใดก็แล้วแต่ถ้าอุ้มมาที่บ่อปลา หรือพาไปดูปลาที่ไหนก็ได้ ก็จะหยุดร้องแบบทันที่ ทันใดเลยครับ เรียกได้ว่าเป็นยาแก้ร้องไห้ได้อย่างดีครับ

ปลาสวยงาม 

ปัจจัยที่สองจะอยู่ใกล้กันกับบ่อปลาที่คุณตาสร้างครับ เป็นด้านหลังบ้านคุณยายจะมีคลองน้ำไหลผ่าน ซึ่งน้ำนี้เมื่อก่อนเค้าจะปล่อยออกมาจาก “เขื่อนมะขามเฒ่า หรือไม่ก็เขื่อนคนชุม” ครับเช่นเคยครับน้องปัน ปัน จะชอบให้อุ้มมาดูปลาที่นี่และจะชอบดูอยู่เป็นเวลานานๆ วิ่งไปวิ่งมาที่สะพาน พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ก็ต้องคอยระวังไม่ให้ตกน้ำไปเพราะน้องปัน ปัน จะชอบปีนที่กันสะพานกันตก ก็น้องปัน ปัน เป็นเด็กผู้ชายจะชอบอะไรที่โลดโผนมาก ต้องได้ปีนป่ายไปทั่วถึงจะมีความสุข 
 
ปัจจัยที่สามและที่สี่พ่อปัน ปัน สรุปเป็นอันเดียวกันเลยครับคือว่าช่วงที่น้องปัน ปัน มาเที่ยวระยอง พ่อปัน ปัน ได้พาปัน ปัน ไปเที่ยวที่ Rayong Aquarium ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลชนิดต่างๆ และสัตว์ทะเลของจังหวัดระยองครับ น้องปัน ปัน ได้มาเห็นปลาชนิดต่างๆ ก็ตื่นตาตื่นใจใหญ่เลยวิ่งไปวิ่งมาเพราะบ่อปลามันใหญ่กว่าบ่อที่บ้านคุณตาตั้งเยอะ อีกสถานที่หนึ่งซึ่งไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็ที่นี่ Under Water World ที่พัทยาครับทั้งสองแห่งก็จะจัดแสดงปลาชนิดต่างๆ กันน้องปัน ปัน ก็จะวิ่งดูปลาอย่างเดียวเลยครับ

Read more

รองเท้า

ใกล้จะถึงวันพ่อแล้วนะครับ สำหรับน้องปัน ปัน ยังเล็กคงยังไม่รู้ความหมายของวันพ่อ แต่จะมีความผูกพันธุ์มากกว่า เพราะเวลาพ่อปัน ปัน กลับบ้านไปเจอน้องปัน ปัน ก็จะไม่ยอมให้ออกไปไหนเลยต้องให้พ่อเฝ้าตลอดเวลา กลัวว่าพ่อจะหนีหายไปอีก เพราะว่านานๆ กว่าจะได้เจอพ่อสักที

วันนี้นำเรื่องรองเท้าของน้องปัน ปัน มาเขียนครับ ซึ่งมันไม่ใช่รองเท้าคู่แรกที่ปัน ปัน ได้สวมใส่ แต่มันก็มีความหมายนะครับ เพราะเป็นรองเท้าที่พ่อ กับ แม่ปัน ปัน ไปเลือกซื้อมาให้น้องปัน ปัน ได้สวมใส่ครับ ซึ่งกว่าจะเลือกได้ก็ใช้เวลานานพอสมครว เพราะต้องเถียงกัน 2 คนระหว่างพ่อ กับ แม่ปัน ปัน ว่าคู่นี้จะสวยหรือเปล่า

รองเท้าปัน ปัน 
สำหรับรองเท้าคู่สีแดงพ่อปัน ปัน เลือกให้น้องปัน ปัน ครับ กว่าจะเลือกได้ก็นานพอสมครวครับ เพราะประเภทว่ารักพี่ เสียดายน้องอะไรประมาณนี้ สำหรับเรื่องรองเท้าปัน ปัน นั้นช่วงแรกๆ ปัน ปัน จะไม่ชอบใส่รองเท้าเลยเพราะอาจจะเดินไม่ค่อยสะดวกก็ได้ เวลาใส่รองเท้าที่หนึ่งต้องปล้ำกันยกใหญ่เลยเชี่ยวครับ แต่ก็ต้องยอมใส่ ถ้าพูดถึงเรื่องของรองเท้าเด็ก ค่อนข้างจะหาซื้อยากพอสมครว (รองเท้าเด็กผู้ชาย)ในวัยใกล้เคียงกับน้องปัน ปัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นรองเท้าของเด็กผู้หญิงเสียส่วนมากครับ

รองเท้าปัน ปัน 
รองเท้าอีกคู่เป็นของแม่ปัน ปัน ที่เลือกให้ปัน ปัน เป็นรองเท้าที่เย็บจากหนัง ซึ่งก่อนหน้านั้นน้องปัน ปัน เคยมีรองเท้าลักษณะนี้แล้ว 1 คู่ครับเพราะรองเท้าที่ปัน ปัน จะชอบใส่เป็นพิเศษ อาจจะเพราะมีน้ำหนักเบา แล้วก็เดินคล่อง วิ่งสบายอีกตั้งหาก ปัน ปัน เลยชอบเป็นพิเศษครับ

สำหรับท่านใดที่ยังไม่มีลูกก็ยังไม่อาจจะรู้ถึงความห่วงใยที่พ่อ และ แม่ที่มีต่อลูกทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้พร้อมที่จะมอบให้กับลูก รองเท้าที่พ่อปัน ปัน เขียนก็เป็นเพียงส่วนน้อยๆ ที่อยากเก็บบันทึกไว้ใน บล็อกปัน ปัน ซึ่งก็คงจะเหมือนกับพ่อ และแม่อีกหลายๆ ท่านที่มีลูกเล็กๆ ที่อยากจะเก็บบันทึกความทรงจำดีๆ ไว้ให้ลูกชาย ซึ่งคงอีกไม่กี่ปีก็จะพ้นเลยวัยที่น่ารัก หรือไรเดียงสาไปแล้วครับ

กวางน้อย

deerหลังจากกลับบ้านที่โคราชตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาพ่อ ปัน ปัน ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบ บล็อกปัน ปัน เลยเพราะมัวแต่เดินตามลูกชายก็น้องปัน ปัน นั่นแหล่ะครับ เพราะเมื่อพ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน กลับบ้าน คุณยาย และ คุณตาที่เคยเลี้ยงปัน ปัน ก็จะได้พักผ่อนบ้างก็เลยเป็นหน้าที่ของ พ่อปัน ปัน และ แม่ปัน ปัน ที่ต้องดูแลน้องปัน ปัน ครับ

ช่วงที่อยู่ที่โคราชอากาศเย็นมากครับ อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-23 องศาเลยที่เดียวครับ ลมก็แรงด้วยสำหรับเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน ก็ยิ่งใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะยังพูดไม่ได้ว่าหนาวคืออะไร รู้อย่างเดียวคือร้องครับ

สำหรับน้องปัน ปัน ภาพนี้พ่อ ปัน ถ่ายน้องปัน ปัน ตอนกำลังเล่นขี่กวางน้อยอยู่ กำลังสนุกสนานกับการได้ขี่กวางเลยที่เดียว สังเกตุจากการยิ้มเห็นฟัน ที่เริ่มงอกบางส่วน ซึ่งยังงอกไม่ครบเลยครับ

เจ้ากวางน้อยนี้พ่อปัน ปัน ซื้อมาจากระยองในราคา 250 บาทก็ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพมาลง บล็อกปัน ปัน เสียที่ช่วงกลับโคราชงวดนี้เลยจับมาให้น้องปัน ปัน ขี่แล้วก็กดชัตเตอร์เสียเลย กว่าจะได้ภาพนี้มาก็ต้องหลอกล่อน้องปัน ปัน นานเลยที่เดียวครับ ผมก็เลยเข้าใจบรรดาช่วงกล้องทั้งหลายที่ทำงานกับเด็กเล็กๆ ว่าต้องใช้ความอดทนมากถึงมากที่สุดแค่ไหน เพราะอารมณ์ของเด็กๆ ในวัยขนาดลูกชายผมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาครับ ไม่มีนิ่งครับ อยากเล่นโน่น เล่นนี่ ตลอดเวลาจะนิ่งตอนหลับนี่แหล่ะครับ

กวางน้อยตัวนี้น้องปัน ปัน ชอบมาก เพราะขนาดตัวเองกำลังกินนมอยู่ พอนึกขึ้นมาได้ก็เดินเอาขวดนมไปป้อนเจ้ากวางน้อยเสียเลยทั้งๆ ทีตัวน้องปัน ปัน เองยังกินไม่อิ่มเลย นี่แหละมังที่เค้าเรยกว่า “ความไรเดียงสาของเด็ก” ซึ่งเค้าไม่รู้หรอกว่ากวางน้อยมันไม่มีชีวิต เป็นเพียงของเล่นเท่านั้น พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน เลยบอกว่าเจ้ากวางน้อยกินนมอย่างปัน ปัน ไม่ได้นะครับ

สำหรับพัฒนาการของเด็กในวัยนี้อย่างน้องปัน ปัน จากที่ผมสังเกตุระหว่างเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน น้องปัน ปัน จะชอบมากคือการได้กระโดดโลดเต้นตามทีโต๊ะ เก้าอี้ต่างๆ ได้วิ่งเล่นแบบเร็วๆ สุด โดยไม่สนว่าจะชนอะไร ขึ้นที่สูงแล้วก็กระโดดลงมาให้พ่อรับมั่ง หรือว่าขึ้นโต๊ะแล้วกระโดดลงมาโดยที่ไม่กลัว ว่าจะเจ็บหรือไม่ ตามแขนขาของน้องปัน ปัน นี่มีแต่แผลถลอกเต็มไปหมด แต่ผมไม่ค่อยสนใจครับเพราะเจ็บได้ก็หายได้เพียงแต่คอยประคองอยู่ห่างๆ เวลาน้องปัน ปัน เล่นด้วยความที่ “ความไรเดียงสาของเด็ก” และสมองเด็กยังพัฒนาได้ยังไม่เท่าผู้ใหญ่ ทำให้การตัดสินใจและวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ยังไม่ดีพอ ครับผม

ฝากสำหรับคุณพ่อ และคุณแม่ทั้งหลายช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูหนาวแบบเต็มตัวแล้ว ต้องใส่ใจลูกๆ ของเราเป็นพิเศษ จัดหาเสื้อผ้ากันหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หรือหมวกกันหนาวส่วมใส่ให้บรรดาเด็ก เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเพราะเด็กอย่างน้องปัน ปัน ยังพูดไม่ได้บอกเราไม่ได้ว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมหนาวจังเลย”