ลูกชายป่วยตามพ่อ
ผมได้ไปอ่านบทความเกี่ยวกับการป่วยของพ่อซึ่งส่งผมไปถึงเจ้าตัวเล็กของเราด้วยครับ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องย์เชื่อครับเพราะเค้านำมาจากผลการทำวิจัยครับ
The Lancet วารสารออนไลน์ทางการแพทย์มรผลการวจัยออกมาว่าคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า ติดยาหรือแอลกฮอล์ หรือเป็นโรคทางจิตต่างๆ ลูกชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามคุณพ่อด้วยครับ
การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งมีการดูแลสุขภาพน้อยกว่าผู้หญิงและยังพบอีกด้วยว่าผู้ชายเป็นโรคซึมเศร้า 3-6% และเมื่อคุณพ่อเครียดลูกวัยรุ่นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเครียดและอาจจะมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายได้ครับ
มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย “Oxford” ประเทศอังกฤษ บอกว่าปัญหาสุขภาพสุขภาพของพ่อนั้นมีความสำคัญมากเพราะจะส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวและลูกได้ เพราะเมื่อคุฦณพ่อมีปัญหาด้านอารมณ์ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ และพฤติกรรมแบบนั้นด้วยครับ
นักวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าปัญหาสุขภาพของคุณพ่อที่ส่งผลถึงลูกนั้น ยังไม่พบหลักฐานว่าหลังจากที่คุณพ่อได้รับการรักษาให้หายแล้วลูกจะมีอาการดีขึ้น
ด้วยสังคมยุคนี้มีการแข่งขันกันแทบทุกอย่างผู้ชายก็จะมีปัญหาเรื่องความเครียดเยอะมากครับ โดยเฉพาะผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและกำลังมีลูกเล็กๆ เพราะส่วนมากบ้านเราผู้ชายจะเป็นเสาหลักของบ้านในการได้มาซึ่งรายได้ต่างๆ และคุณแม่ก็จะเป็นประเภทจ่ายออกไปซึ่งร่ายได้ที่ได้มาครับ แต่ถ้ารู้จักใช้จ่ายก็ไม่เกิดปัญหานั้นๆ ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ คุณพ่อนี่แหละครับเครียดแน่นอน
ตอนนี้น้องปัน ปัน ยังเล็กอยู่พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน ยังสามารถช่วยกันหาเงินจากเงินเดือนอันน้อยนิดมาซื้อนมได้ ซึ่งก็มีรายได้กันทั้ง 2 ทาง
บ้างครั้งความเครียดที่เกิดจากสังคมรอบข้างเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ทำให้คนไทยขาดการแบ่งปัน ขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเปรียบเทียบสังคมเมือง กับ สังคมชนบท จะเห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจนจึงทำให้คนในเมืองมีความเครียดมากกว่าคนชนบท
ทุกอย่างมีทางออกครับเพราะว่ามนุษย์ เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ครับถ้าเครียดมากๆ เรื่องงานก็เดินไปทีห้องกาแฟซิครับ ไปชงกาแฟเข้มๆ สักแก้วรับรองหายเครียด หรือว่าวันพักร้อนเหลือเยอะมากก็ลามะลิลาไปเที่ยวเลยครับเอาสักหลายๆ วันประเภทว่า ลาจนเจ้านายลืมเลยว่ายังมีลูกน้องอย่างเราทำงานกับเค้าอยู่ ครับถ้า “ถ้าท้องอิ่มก็มีสติครับ” คำๆ นี้ยังใช้ได้อยู่นะครับ พ่อปัน ปัน ไม่สงวนลิขสิทธิ์แบบ Windows ครับผม
วัคซีนอีสุกอีใส
วันนี้นำเรื่องวัคซีนอีสุกอีใสมาคุยครับ เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ ท่านคงต้องเคยผ่านการเป็น “อีสุกอีใส”กันมาบ้างแล้ว พ่อปัน ปัน ก็เช่นเดียวกันครับผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ที่นำมาพูดนี่เพราะว่ากำลังปรึกษากับแม่ของน้องปัน ปัน ว่าจะพาปัน ปัน ไปฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ด้วยความเป็นห่วงและสงสารลูกนั่นแหละครับ เรามารู้จักโรคอีสุกอีใส และวัคซีนอีสุกอีใสกันครับ
ลักษณะอาการ
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก พบบ่อยในเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี โดยทั่วไปไม่มีอาการรุนแรง แต่ติดต่อได้ง่าย อาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย คือ สมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และเป็นนานกว่า เช่น พบ Varicella pneumonia ได้ 14% ในผู้ใหญ่ ถ้ามารดาเป็น ขณะตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ แรก ทารกอาจจะพิการแต่กำเนิด หรือหากเป็นระยะ ใกล้คลอด ทารกอาจติดเชื้อและ มีอาการรุนแรง หลังการ ติดเชื้อไวรัสนี้ (Varicella Zoster Virus) จะคงอยู่ใน ปมประสาทในร่างกาย ทำให้เกิดอาการโรคงูสวัด ในเวลาต่อมาได้ โดยมีอาการปวด เส้นประสาท อัมพาต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และมีอาการทางตา วัคซีนที่ผลิตและนำออกมาใช้แล้วเป็นวัคซีน เชื้อเป็นสายพันธุ์ Oka ที่ผ่านขบวนการขยายพันธุ์ในเซลล์เพาะ เลี้ยง MRC-5 hurman diploid cell ที่ปราศจากสาร/ ตัวก่ออันตราย/โรค เพื่อให้ อ่อนแรงลง แต่สามารถกระตุ้น ภูมิคุ้มกันโรคและป้องกันโรค ได้ดี โดยได้มาตรฐานชีววัตถุตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก แม้ว่าเมื่อเทียบ กับเชื้อ ในธรรมชาติจะมี ความต่าง บ้างในด้าน DNA restrictive endonuclease cleavage patternsวัคซีนกระตุ้นภูมิทั้งระบบเซลล์ (CMIR) และระบบ น้ำเหลือง (HMIR) พบว่า อาจจะน้อยกว่าการติดเชื้อเอง จากธรรมชาติ ในเด็กโตและผู้ใหญ่ จะตอบสนองต่อ วัคซีนน้อยกว่าในเด็ก ประสิทธิผลของวัคซีนจึงขึ้นกับ อายุและสภาพภูมิต้านทาน ของผู้รับวัคซีนด้วย ดังนั้น ในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี และในเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การให้วัคซีนเป็นการสร้างภูมิบางส่วนและลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นถ้าติดโรค เองมากกว่าที่จะเป็นการสร้างภูมิป้องกันอย่างสมบูรณ์
ขนาดยาที่ใช้
เด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปถึง 12 ปี ให้โดสเดียว 0.5 ml. วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13-17 ปี และผู้ใหญ่ ฉีด 2 โดส เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
ห้ามฉีดเข้า intradermal หรือ intravenousการเก็บรักษา
วัคซีนชนิดแห้งเก็บไว้ที่ 2-8 ํC หรือต่ำกว่า หรือกันแสง ส่วนตัวทำละลายเก็บในตู้เย็นหรือ อุณหภูมิห้องก็ได้
ให้ดูคำแนะนำจากเอกสารประกอบ (ขึ้นกับข้อมูลการผลิต + ความคงตัว) เมื่อผสมให้รอจนการละลายสมบูรณ์
ไม่มีผงอนุภาค เหลืออยู่ หรือการปนเปื้อนก่อนนำไปฉีด และให้รีบใช้ ภายใน 30 นาทีหลังผสมตัวทำละลายแล้วการให้วัคซีน
อาจให้พร้อมกับวัคซีนอื่นได้ ที่เป็น inactivated vaccine แต่ควรแยกฉีดคนละตำแหน่ง และใช้หลอด เข็มฉีดยาแยก ในกรณีวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อหัดควรให้ห่างกัน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย และไม่ควรฉีดร่วมกับ วัคซีนเชื้อเป็นอื่นๆ เช่นกันข้อควรระวัง
ไม่ใช้ในสตรีมีครรภ์ และควรเลี่ยงการ มีครรภ์ ในช่วง 3 เดือนหลังฉีดวัคซีน ส่วนสตรีให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูล ไม่ให้ขณะมีไข้สูงเฉียบพลัน ไม่ให้ในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ต่ำกว่า 1,200/ml. หรืออาการอื่นที่แสดงว่า ภูมิคุ้มกันขาดประสิทธิภาพ
ที่มา:http://www.gpo.or.th/news/interest/inter12.htm
ได้รู้จักกับเชื้อโรคอีสุกอีใสกันแล้วนะครับ ในสังคมยุคไอที ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ค้นจาก Internet กันครับเรียกได้ว่าสะดวกและรวดเร็วซึ่งก็สามารถทำให้เราสามารถตัดสินใจทำอย่างหนึ่งใดได้ทันท่วงทีครับ
สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ท่านใดที่มีลูกเล็กๆ และได้ไปฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้วมีอะไรที่จะแนะนำก็ลองฝาก comment ไว้ได้นะครับ เพราะพ่อปัน ปัน ก็กำลังตัดสินใจว่าจะพาลูกชายไปฉีดวัคซีนอยู่พอดีครับ
โรคมือเท้าปาก
สืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลเมื่อช่วง “วันพ่อแห่งชาติ” และพ่อปัน ปัน ก็พาไปพบคุณหมอซึ่งคุณหมอท่านก็ตรวจน้องปัน ปัน โดยตรวจแบบละเอียดเลยก็ว่าได้คุณหมอบอกว่าช่วงนี้ “โรคมือเท้าปาก” กำลังระบาดหนักในเด็กเล็กครับ พ่อปัน ปัน เลยไปสืบค้นจาก “พี่กู” มาให้ครับว่า “โรคมือเท้าปาก” เป็นอย่างไรเพื่อช่วยกันหาวิธีสังเกตุและช่วยกันป้องกันครับ
โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth-Disease)
หรือโรคที่ติดปากกันทั่วไปว่า "โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย" เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อ enterovirus มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำใส (vesicular lesion) ที่ปาก มือ และเท้าประวัติความเป็นมา
พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16)
พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นมีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกโรค มือ เท้า ปาก มีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในประเทศเขตหนาว มักพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ ร่วง ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ในเขตร้อนชื้นรวมทั้งประเทศไทยพบได้ตลอด ทั้งปี แต่จะชุกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อที่พบเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละการระบาด ส่วนใหญ่ที่พบเชื้อ Coxsackie virus A16, Enterovirus 71และ Echovirusแต่เชื้อที่พบในการระบาดแต่วผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง พบผู้เสียชีวิตและพิการตามมาได้บ่อยคือ Enterovirus 71 ในประเทศไทย โรคมือ เท้า ปาก มีสาเหตุจาก EV71 ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งเชื้อ EV71 นั้นมี โอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรงในผู้ป่วย
Diphtheria
วันนี้พ่อไปค้นเรื่อง”โรคคอตีบ” เพื่อนำมาเขียน Blog ให้ปัน ปัน จะได้เป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กับพ่อแม่ท่านอืนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมบ้านปัน ปัน เพราะปัน ปัน ก็ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาแล้วตอนอายุ 1 ขวบครึ่ง
โรคคอตีบ
โรคคอตีบ(Diphtheria)เป็นโรคติดเชื้อทางเดินลมหายใจ จากการติดเชื้อ Corynebacterium diphtheria ซึ่งจะสร้างสารพิษ(toxin)ที่มีพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยสำหรับสิ่งตรวจพบและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะมีหลายแบบ ดังนี้
1.โรคคอตีบ(pharyngeal diphtheria) เมื่อเชื้อเข้าไปเจริญที่เซลล์เยื่อบุลำคอ เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆต่อมาจะมีไข้สูง มีแผ่นเยื่อสีขาวแกมเทาที่บริเวณผนังลำคอ ทอนซิล บริเวณช่องคอจะบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอรวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมทำให้มองเห็นคางและคอบวมโตจนดูเหมือนคอวัว(bullneck)
2.โรคคอตีบที่จมูก(nasal diphtheria)จะมีแผ่นเยื่อเกิดในช่องจมูกมักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกจากจมูก
3.โรคคอตีบที่กล่องเสียง(laryngeal diphtheria) ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีแผ่นเยื่อที่หลอดลม อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้
4.โรคคอตีบที่ผิวหนัง(cutaneous diphtheria)การรักษา
1.การให้ Diphtheria antitoxin ต้องให้ในผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าจะเป็น และต้องให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปล้างฤทธิ์ toxinของdiphtheria ก่อนที่toxinจะไปจับกับเนื่อเยื่อ
2.ยาปฏิชีวนะ ยาที่ใช้ได้ผลดีคือ Penicillin
3.การรักษาอื่นๆ ตามอาการ เช่นนอนพัก ให้น้ำและสารอาหารให้เพียงพอ
4.การรักษาอาการแทรกซ้อน ที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เส้นประสาทอักเสบ และปอดบวมการป้องกัน
โดยการฉีดวัคซีนซึ่งทำจากtoxin ของเชื้อ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในเด็กอายุ 2 ,4 ,6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีก 2 ครั้งเมื่ออายุ 1ปีครึ่ง และ 4 ปี โดย นพ.ยุทธสิทธิ์ ธนพงศ์พิพัฒน์
Viral Gastroenteritis-โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้
Viral Gastroenteritis โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้
วันนี้พ่อไปหาบทความเกี่ยวกับโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ที่เกิดกับ ปัน ปัน เมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้ซึ่งอาการของปัน ปัน จากที่แม่เล่าให้พ่อฟังพ่อเลยไปค้นหามาเพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับพ่อ แม่ของเด็กๆ คนอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านในบล็อกปัน ปัน
ซึ่งดูจากอาการแล้วปัน ปัน คงไปหยิบอาหาร หรือกินอาหารที่มีเชื้อตัวนี้เข้าไปครับ เพราะก่อนที่ปัน ปัน จะเกิดอาการดังกล่าวปัน ปัน ได้ไปเล่นที่วัดภูเขาลาดที่เค้าจัดงานศพ ของคนใกล้ๆบ้านของคุณยายครับ ที่บ้านไม่มีคนเลี่ยงเลยต้องพาไปด้วยที่วัดไปเล่นที่วัด
โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้
(Viral Gastroenteritis)
โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ (ไวรัล แกสโตรเอ็นตีไรติส) ทำให้เกิดการอาเจียน และท้องร่วงเป็นพักๆ ป้องกันการติดเชื้อได้โดยการล้างมือให้สะอาด ผู้ที่เป็นโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ไม่ควรจับต้องอาหารจนกว่าเวลาผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมงหลังจากที่ฟื้นจากโรคนี้
โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้คืออะไร?
โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้เป็นการติดเชื้อสามัญของท้องและลำไส้ มีผลทำให้อาเจียนและท้องร่วง อาจเกิดได้จากไวรัสหลายชนิด เช่น โรตาไวรัส และ โนโรไวรัส (ก่อนหน้านี้เคยถูกเรียกว่าไวรัสนอร์วอล์คไลค์) นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบที่มิได้เกิดจากไวรัส รวมทั้งแบคทีเรีย สารพิษ พยาธิ และโรคบางชนิดที่ไม่ใช่โรคติดต่อ
อาการของโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้คืออะไร?
อาการสำคัญของโรคนี้คืออาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ อาการอื่นๆ อาจรวมถึง คลื่นไส้ เป็นไข้ ปวดท้องน้อย ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ ติดตามต่อมาด้วยภาวะขาดน้ำ อาการเหล่านี้ใช้เวลาระหว่างหนึ่งถึงสามวันกว่าจะปรากฏ และโดยปกติมักจะเป็นอยู่ระหว่างวันถึงสองวัน แต่บางครั้งอาจนานกว่านี้
จะวินิจฉัยโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้อย่างไร?
การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องขอคำยืนยันจากห้องทดลอง นอกเสียจากว่ามีการระบาดเกิดขึ้น เมื่อนั้นแหละที่จำเป็นต้องทำการทดสอบอาเจียนหรืออุจจาระ
โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้แพร่ได้อย่างไร?
โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก และแพร่กระจายทางอาเจียนหรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ ผ่านทาง:
• การติดต่อระหว่างคนต่อคน เช่น การสัมผัสมือกับผู้ป่วยซึ่งมีไวรัสนี้ติดอยู่ที่มือ
• พื้นหน้าสิ่งต่างๆ ปนเปื้อนสิ่งสกปรก
• อาหารหรือเครื่องดื่มปนเปื้อนสิ่งสกปรก
นอกจากนั้นอาจเป็นไปได้ที่การติดเชื้อแพร่กระจายผ่านทางละอองที่ฟุ้งอยู่ในอากาศขณะที่คนกำลังอาเจียน
ในกรณีส่วนมาก การแพร่เชื้อเกิดจากคนที่มีอาการเหล่านี้ คนบางคนอาจแพร่เชื้อได้โดยไม่มีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ 48 ชั่วโมงแรกของการฟื้นจากโรค
จะป้องกันโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ได้อย่างไร?
หลังจากใช้ห้องสุขา เปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนกินหรือประกอบอาหาร ท่านต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำก๊อกให้สะอาดหมดจดอย่างน้อย 15 วินาที และต้องเช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าเช็ดมือที่สะอาด
ผู้ที่เป็นโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ควรทำอย่างไร?
โรคนี้ไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ นอกจากจะให้ผู้ป่วยพักผ่อนและดื่มของเหลวมากๆ คนส่วนมากจะหายจากโรคนี้โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ อย่างไรก็ตาม โรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้อาจร้ายแรงสำหรับผู้ป่วยที่ประสบความลำบากในการทดแทนน้ำที่เสียไปเพราะการอาเจียนและท้องร่วง
ผู้ที่มีอาการอาเจียนหรือท้องร่วงควร:
• พักผ่อนอยู่กับบ้าน หยุดงาน หรือหยุดไปโรงเรียนหรือสถานดูแลเด็ก
• อย่าทำอาหารให้คนอื่นรับประทาน และหยุดดูแลแลคนป่วย เด็ก หรือผู้สูงอายุ ความระมัดระวังเหล่านี้จะต้องดำเนินต่อไปจนกระทั่ง 48 ชั่วโมงหลังจากที่ฟื้นจากโรคนี้แล้ว
• ล้างมือด้วยสบู่และน้ำก๊อกให้สะอาดหมดจดหลังจากที่ใช้ห้องสุขาแล้ว
• ดื่มของเหลวใสๆ เช่น น้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมผสมน้ำในอัตราหนึ่งต่อน้ำสี่ส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้และน้ำอัดลมที่ไม่ผสมน้ำ เพราะอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้นและทำให้ท้องเดิน หาซื้อเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมน้ำในร่างกายได้จากร้านขายยา ในรายที่สูญเสียน้ำเป็นปริมาณมาก อาจจำเป็นต้องให้ของเหลวผ่านทางเส้นเลือด
ทารกที่มีอาการของโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ และบุคคลอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถกลืนของเหลว สูญเสียน้ำ มีอาการป่วยต่อเนื่อง หรือผู้ที่มีความวิตกกังวล ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
ผู้ดูแลคนป่วยควรปฏิบัติอย่างไร?
ผู้ดูแลคนป่วยที่เป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำจากก๊อกให้สะอาดหมดจดหลังจากที่ได้สัมผัสกับผู้ป่วย การทำความสะอาดพื้นหน้าสิ่งของและเสื้อผ้าที่สกปรกจะช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัสต่อไป
เมื่อท่านล้างอาเจียนหรืออุจจาระ:
• สวมถุงมือ และล้างมือหลังจากที่ถอดและกำจัดถุงมือแล้ว
• ใช้กระดาษเช็ดชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งหรือผ้าขี้ริ้วเช็ดสิ่งปฏิกูลที่แข็ง ใส่ในถุงพลาสติก แล้วปิดให้สนิทก่อนที่จะทิ้งลงในถังขยะ
• ล้างสิ่งของหรือพื้นหน้าสิ่งของที่สกปรกด้วยน้ำร้อนและยาล้าง แล้วปล่อยให้แห้งสนิท
• บางคนแนะนำให้สวมหน้ากาก
แล้วถ้าเกิดมีการระบาดของโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ล่ะ?
การระบาดของโรคนี้จะทวีขึ้นในฤดูหนาว และมักจะเกิดขึ้นภายในครอบครัวและกลุ่มคน เช่น สถานดูแลคนสูงอายุ โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลเด็ก และ โรงเรียน แพทย์และโรงพยาบาลจะต้องแจ้งให้หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นทราบถ้ามีผู้ป้วยด้วยโรคนี้อย่างน้อยสองราย และทั้งสองรายมีความเชื่อมโยงกัน
หน่วยงานสาธารณสุขสามารถที่จะ:
• แนะนำวิธีการควบคุมการระบาด
• สอบสวนการระบาดเพื่อหาแหล่งที่เกิดและลักษณะของการแพร่เชื้อ
• แนะนำให้ผู้ป่วยด้วยโรคนี้หยุดงาน หยุดไปโรงเรียน หรือไม่ไปอยู่ในที่ชุมชนสาธารณะอื่นๆ
เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
• แผ่นข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุมโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้


Tags:
