<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BlogPun &#187; โรคเกี่ยวกับเด็ก</title>
	<atom:link href="http://www.blogpun.com/archives/tag/disease-on-children/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.blogpun.com</link>
	<description>บล็อกปัน ปัน บันทึกน้องปัน ปัน,เขียนบล็อกให้ลูก,บันทึกความรัก</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Sep 2010 22:52:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>ตากุ้งยิง</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/1667</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/1667#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 10:26:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันโรค]]></category>
		<category><![CDATA[ตากุ้งยิง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาแก้อักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[วางยาสลบ]]></category>
		<category><![CDATA[เจาะเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/archives/1667</guid>
		<description><![CDATA[มีเรื่องมาเขียนเกี่ยวกับน้องปัน ปัน อีกแล้วครับ หลังจากที่น้องปัน ปัน เพิ่งจะไปหาหมอจากการ  &#8220;เป็นไข้ &#8221; ซึ่งเป็นผลมาจากน้องปัน ปัน เป็น ไข่ดัน (ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) จากการกระโดด เล่นมากเกินไปตามวัยเด็กๆ จึงทำให้เกิดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อักเสบแล้วก็เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่เห็นครับ ล่าสุดวันนี้เองครับตื่นเช้ามาแม่ของน้องปัน ปัน สังเกตเห็นตาข้างหนึ่งของน้องปัน ปัน แดงผิดปกติเลยพาไปหาคุณหมอครับ คุณหมอแจ้งว่าเป็น &#8220;ตากุ้งยิง&#8221; และแนะนำว่ายังเป็นไม่มากเลยให้ยาแก้อักเสบมาให้ทานครับ หมอยังแจ้งอีกว่าถ้าปล่อยให้นานกว่านี้ ก็คงต้อง &#8220;แอดมิด&#8221; เพื่อเตรียมฉีดยาสลบเพราะต้องเจาะเอาหนองออกมา ไม่ให่เกิดอักเสบรุนแรงครับ มาดูกันว่า &#8220;ตากุ้งยิง&#8221; เกิดจากสาเหตุอะไร พ่อปัน ปัน ไปค้นใน google มาครับเห็นว่าเป้นประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ ตากุ้งยิง (stye หรือ hordeolum) คือการอักเสบของต่อมไขมัน บริเวณฐานขนตา (ใต้เปลือกตา) โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อB1นัยน์ตา รักษาได้ด้วย ยาหยอดตา หรือ ยาป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2010/09/800pxStye02.jpg"><img style="display: block; float: none; margin-left: auto; margin-right: auto; border: 0px;" title="ตากุ้งยิง" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2010/09/800pxStye02_thumb.jpg" border="0" alt="ตากุ้งยิง" width="620" height="461" /></a></p>
<p>มีเรื่องมาเขียนเกี่ยวกับน้องปัน ปัน อีกแล้วครับ หลังจากที่น้องปัน ปัน เพิ่งจะไปหาหมอจากการ  &#8220;เป็นไข้ &#8221; ซึ่งเป็นผลมาจากน้องปัน ปัน เป็น</p>
<div><span style="background-color: #f7f7f7;">ไข่ดัน (ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ) จากการกระโดด เล่นมากเกินไปตามวัยเด็กๆ จึงทำให้เกิดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ อักเสบแล้วก็เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่เห็นครับ </span></div>
<div><span style="background-color: #f7f7f7;">ล่าสุดวันนี้เองครับตื่นเช้ามาแม่ของน้องปัน ปัน สังเกตเห็นตาข้างหนึ่งของน้องปัน ปัน แดงผิดปกติเลยพาไปหาคุณหมอครับ คุณหมอแจ้งว่าเป็น &#8220;ตากุ้งยิง&#8221; และแนะนำว่ายังเป็นไม่มากเลยให้ยาแก้อักเสบมาให้ทานครับ หมอยังแจ้งอีกว่าถ้าปล่อยให้นานกว่านี้ ก็คงต้อง &#8220;แอดมิด&#8221; เพื่อเตรียมฉีดยาสลบเพราะต้องเจาะเอาหนองออกมา ไม่ให่เกิดอักเสบรุนแรงครับ</span></div>
<p><span style="background-color: #f7f7f7;">มาดูกันว่า &#8220;ตากุ้งยิง&#8221; เกิดจากสาเหตุอะไร พ่อปัน ปัน ไปค้นใน google มาครับเห็นว่าเป้นประโยชน์เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ</p>
<p></span></p>
<blockquote><p><strong>ตากุ้งยิง</strong> (stye หรือ hordeolum) คือการอักเสบของต่อมไขมัน บริเวณฐานขนตา (ใต้เปลือกตา) โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อB1นัยน์ตา รักษาได้ด้วย ยาหยอดตา หรือ ยาป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ</p>
<p>สมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมีต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่า “กุ้งยิง” (Hordeolum,Stye) ทำให้มีก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้</p>
<p><strong>สาเหตุที่ทำให้เกิดกุ้งยิง<br />
</strong></p>
<p>กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้อสแตพไฟโลคอคคัส ต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ได้แก่</p>
<ul>
<li>-เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ</li>
<li>-ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด</li>
<li>-ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด</li>
</ul>
<p><strong>การรักษา</strong><br />
กุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้ การใช้ยา ควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตา ป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้น เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้</p>
<p><strong>การป้องกัน</strong><br />
-ดูแล รักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า<br />
-หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ<br />
-ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้การอักเสบเป็นมากขึ้น</p>
<p>กุ้งยิง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไป มักรักษาให้หายได้ภายใน 1 สัปดาห์ ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป</p>
<p>ข้อมูลจาก:<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%87">วิถิพีเดีย</a> </p></blockquote>
<p>ได้รู้ที่มาที่ไปของการเกิด &#8220;ตากุ้งยิง&#8221; กันแล้วนะครับจะเห็นได้ว่าไม่ได้จำกัดว่าจะเกิดกับผู้ใหญ่ หรือว่าเด็กๆ ครับเพียงแต่ถ้าเกิดในผู้ใหญ่การรักษาก็จะง่ายหน่อยครับ เพราะสามารถเจาะเอาหนองออกได้เลยครับ แต่เด็กๆ วัยขนาดน้องปัน ปัน ทำไม่ได้ครับต้องมีการฉีดยาสลบก่อนครับ ถึงจะสามารถเจาะเอาหนองออกได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/1667/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลูกชายป่วยตามพ่อ</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/851</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/851#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 00:09:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[การออกกำลังกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[ผลกระทบ]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกชายป่วยตามพ่อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/archives/851</guid>
		<description><![CDATA[&#160; ผมได้ไปอ่านบทความเกี่ยวกับการป่วยของพ่อซึ่งส่งผมไปถึงเจ้าตัวเล็กของเราด้วยครับ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องย์เชื่อครับเพราะเค้านำมาจากผลการทำวิจัยครับ The Lancet วารสารออนไลน์ทางการแพทย์มรผลการวจัยออกมาว่าคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า ติดยาหรือแอลกฮอล์ หรือเป็นโรคทางจิตต่างๆ ลูกชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามคุณพ่อด้วยครับ การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งมีการดูแลสุขภาพน้อยกว่าผู้หญิงและยังพบอีกด้วยว่าผู้ชายเป็นโรคซึมเศร้า 3-6% และเมื่อคุณพ่อเครียดลูกวัยรุ่นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเครียดและอาจจะมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายได้ครับ มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย “Oxford” ประเทศอังกฤษ บอกว่าปัญหาสุขภาพสุขภาพของพ่อนั้นมีความสำคัญมากเพราะจะส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวและลูกได้ เพราะเมื่อคุฦณพ่อมีปัญหาด้านอารมณ์ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ และพฤติกรรมแบบนั้นด้วยครับ &#160; นักวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าปัญหาสุขภาพของคุณพ่อที่ส่งผลถึงลูกนั้น ยังไม่พบหลักฐานว่าหลังจากที่คุณพ่อได้รับการรักษาให้หายแล้วลูกจะมีอาการดีขึ้น ด้วยสังคมยุคนี้มีการแข่งขันกันแทบทุกอย่างผู้ชายก็จะมีปัญหาเรื่องความเครียดเยอะมากครับ โดยเฉพาะผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและกำลังมีลูกเล็กๆ เพราะส่วนมากบ้านเราผู้ชายจะเป็นเสาหลักของบ้านในการได้มาซึ่งรายได้ต่างๆ และคุณแม่ก็จะเป็นประเภทจ่ายออกไปซึ่งร่ายได้ที่ได้มาครับ แต่ถ้ารู้จักใช้จ่ายก็ไม่เกิดปัญหานั้นๆ ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ คุณพ่อนี่แหละครับเครียดแน่นอน ตอนนี้น้องปัน ปัน ยังเล็กอยู่พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน ยังสามารถช่วยกันหาเงินจากเงินเดือนอันน้อยนิดมาซื้อนมได้ ซึ่งก็มีรายได้กันทั้ง 2 ทาง บ้างครั้งความเครียดที่เกิดจากสังคมรอบข้างเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ทำให้คนไทยขาดการแบ่งปัน ขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเปรียบเทียบสังคมเมือง กับ สังคมชนบท จะเห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจนจึงทำให้คนในเมืองมีความเครียดมากกว่าคนชนบท ทุกอย่างมีทางออกครับเพราะว่ามนุษย์ เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ครับถ้าเครียดมากๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p></p>
<p><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/P1040054.jpg"><img title="สวนสาธารณะ" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="352" alt="สวนสาธารณะ" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/P1040054_thumb.jpg" width="400" border="0" /></a>&#160; <br />ผมได้ไปอ่านบทความเกี่ยวกับการป่วยของพ่อซึ่งส่งผมไปถึงเจ้าตัวเล็กของเราด้วยครับ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องย์เชื่อครับเพราะเค้านำมาจากผลการทำวิจัยครับ     </p>
<p>The Lancet วารสารออนไลน์ทางการแพทย์มรผลการวจัยออกมาว่าคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ โรคซึมเศร้า ติดยาหรือแอลกฮอล์ หรือเป็นโรคทางจิตต่างๆ ลูกชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบตามคุณพ่อด้วยครับ     </p>
<p>การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำครับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งมีการดูแลสุขภาพน้อยกว่าผู้หญิงและยังพบอีกด้วยว่าผู้ชายเป็นโรคซึมเศร้า 3-6% และเมื่อคุณพ่อเครียดลูกวัยรุ่นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเครียดและอาจจะมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายได้ครับ     </p>
<p>มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย “Oxford” ประเทศอังกฤษ บอกว่าปัญหาสุขภาพสุขภาพของพ่อนั้นมีความสำคัญมากเพราะจะส่งผลกระทบไปถึงครอบครัวและลูกได้ เพราะเมื่อคุฦณพ่อมีปัญหาด้านอารมณ์ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะมีอารมณ์ และพฤติกรรมแบบนั้นด้วยครับ     </p>
<p><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/news_img_78107_1.jpg"><img title="เด็กๆ ขี่จักรยานไปโรงเรียน" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="330" alt="เด็กๆ ขี่จักรยานไปโรงเรียน" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/news_img_78107_1_thumb.jpg" width="400" border="0" /></a>&#160; <br />นักวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าปัญหาสุขภาพของคุณพ่อที่ส่งผลถึงลูกนั้น ยังไม่พบหลักฐานว่าหลังจากที่คุณพ่อได้รับการรักษาให้หายแล้วลูกจะมีอาการดีขึ้น     </p>
<p>ด้วยสังคมยุคนี้มีการแข่งขันกันแทบทุกอย่างผู้ชายก็จะมีปัญหาเรื่องความเครียดเยอะมากครับ โดยเฉพาะผู้ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วและกำลังมีลูกเล็กๆ เพราะส่วนมากบ้านเราผู้ชายจะเป็นเสาหลักของบ้านในการได้มาซึ่งรายได้ต่างๆ และคุณแม่ก็จะเป็นประเภทจ่ายออกไปซึ่งร่ายได้ที่ได้มาครับ แต่ถ้ารู้จักใช้จ่ายก็ไม่เกิดปัญหานั้นๆ ซึ่งถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ คุณพ่อนี่แหละครับเครียดแน่นอน     </p>
<p>ตอนนี้น้องปัน ปัน ยังเล็กอยู่พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน ยังสามารถช่วยกันหาเงินจากเงินเดือนอันน้อยนิดมาซื้อนมได้ ซึ่งก็มีรายได้กันทั้ง 2 ทาง     </p>
<p>บ้างครั้งความเครียดที่เกิดจากสังคมรอบข้างเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ทำให้คนไทยขาดการแบ่งปัน ขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเราเปรียบเทียบสังคมเมือง กับ สังคมชนบท จะเห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจนจึงทำให้คนในเมืองมีความเครียดมากกว่าคนชนบท     </p>
<p>ทุกอย่างมีทางออกครับเพราะว่ามนุษย์ เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ครับถ้าเครียดมากๆ เรื่องงานก็เดินไปทีห้องกาแฟซิครับ ไปชงกาแฟเข้มๆ สักแก้วรับรองหายเครียด หรือว่าวันพักร้อนเหลือเยอะมากก็ลามะลิลาไปเที่ยวเลยครับเอาสักหลายๆ วันประเภทว่า ลาจนเจ้านายลืมเลยว่ายังมีลูกน้องอย่างเราทำงานกับเค้าอยู่ ครับถ้า “ถ้าท้องอิ่มก็มีสติครับ” คำๆ นี้ยังใช้ได้อยู่นะครับ พ่อปัน ปัน ไม่สงวนลิขสิทธิ์แบบ Windows ครับผม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/851/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัคซีนอีสุกอีใส</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/810</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/810#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Dec 2009 11:07:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Varicella Vaccine]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนอีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอีสุกอีใส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/archives/810</guid>
		<description><![CDATA[&#160; วันนี้นำเรื่องวัคซีนอีสุกอีใสมาคุยครับ เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ ท่านคงต้องเคยผ่านการเป็น “อีสุกอีใส”กันมาบ้างแล้ว พ่อปัน ปัน ก็เช่นเดียวกันครับผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ที่นำมาพูดนี่เพราะว่ากำลังปรึกษากับแม่ของน้องปัน ปัน ว่าจะพาปัน ปัน ไปฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ด้วยความเป็นห่วงและสงสารลูกนั่นแหละครับ เรามารู้จักโรคอีสุกอีใส และวัคซีนอีสุกอีใสกันครับ ลักษณะอาการ อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก พบบ่อยในเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี โดยทั่วไปไม่มีอาการรุนแรง แต่ติดต่อได้ง่าย อาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย คือ สมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และเป็นนานกว่า เช่น พบ Varicella pneumonia ได้ 14% ในผู้ใหญ่ ถ้ามารดาเป็น ขณะตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ แรก ทารกอาจจะพิการแต่กำเนิด หรือหากเป็นระยะ ใกล้คลอด ทารกอาจติดเชื้อและ มีอาการรุนแรง หลังการ ติดเชื้อไวรัสนี้ (Varicella Zoster Virus) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="left"><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/large_1256253433.jpg"><img title="วัคซีนอีสุกอีใส" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="347" alt="วัคซีนอีสุกอีใส" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/large_1256253433_thumb.jpg" width="400" border="0" /></a>&#160; <br />วันนี้นำเรื่องวัคซีนอีสุกอีใสมาคุยครับ เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆ ท่านคงต้องเคยผ่านการเป็น “อีสุกอีใส”กันมาบ้างแล้ว พ่อปัน ปัน ก็เช่นเดียวกันครับผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ที่นำมาพูดนี่เพราะว่ากำลังปรึกษากับแม่ของน้องปัน ปัน ว่าจะพาปัน ปัน ไปฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ดีหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วก็ด้วยความเป็นห่วงและสงสารลูกนั่นแหละครับ เรามารู้จักโรคอีสุกอีใส และวัคซีนอีสุกอีใสกันครับ </p>
<blockquote><p><b>ลักษณะอาการ</b>     <br />อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้ทุกภูมิภาคทั่วโลก พบบ่อยในเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี โดยทั่วไปไม่มีอาการรุนแรง แต่ติดต่อได้ง่าย อาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย คือ สมองอักเสบ ปอดอักเสบ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีอาการรุนแรง และเป็นนานกว่า เช่น พบ Varicella pneumonia ได้ 14% ในผู้ใหญ่ ถ้ามารดาเป็น ขณะตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ แรก ทารกอาจจะพิการแต่กำเนิด หรือหากเป็นระยะ ใกล้คลอด ทารกอาจติดเชื้อและ มีอาการรุนแรง หลังการ ติดเชื้อไวรัสนี้ (Varicella Zoster Virus) จะคงอยู่ใน ปมประสาทในร่างกาย ทำให้เกิดอาการโรคงูสวัด ในเวลาต่อมาได้ โดยมีอาการปวด เส้นประสาท อัมพาต เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และมีอาการทางตา วัคซีนที่ผลิตและนำออกมาใช้แล้วเป็นวัคซีน เชื้อเป็นสายพันธุ์ Oka ที่ผ่านขบวนการขยายพันธุ์ในเซลล์เพาะ เลี้ยง MRC-5 hurman diploid cell ที่ปราศจากสาร/ ตัวก่ออันตราย/โรค เพื่อให้ อ่อนแรงลง แต่สามารถกระตุ้น ภูมิคุ้มกันโรคและป้องกันโรค ได้ดี โดยได้มาตรฐานชีววัตถุตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก แม้ว่าเมื่อเทียบ กับเชื้อ ในธรรมชาติจะมี ความต่าง บ้างในด้าน DNA restrictive endonuclease cleavage patterns     </p>
<p>วัคซีนกระตุ้นภูมิทั้งระบบเซลล์ (CMIR) และระบบ น้ำเหลือง (HMIR) พบว่า อาจจะน้อยกว่าการติดเชื้อเอง จากธรรมชาติ ในเด็กโตและผู้ใหญ่ จะตอบสนองต่อ วัคซีนน้อยกว่าในเด็ก ประสิทธิผลของวัคซีนจึงขึ้นกับ อายุและสภาพภูมิต้านทาน ของผู้รับวัคซีนด้วย ดังนั้น ในผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี และในเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การให้วัคซีนเป็นการสร้างภูมิบางส่วนและลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นถ้าติดโรค เองมากกว่าที่จะเป็นการสร้างภูมิป้องกันอย่างสมบูรณ์     <br /><b>     <br />ขนาดยาที่ใช้       <br /></b>เด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปถึง 12 ปี ให้โดสเดียว 0.5 ml. วัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13-17 ปี และผู้ใหญ่ ฉีด 2 โดส เข็มที่สองห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง     <br />ห้ามฉีดเข้า intradermal หรือ intravenous
<p><b>การเก็บรักษา        <br /></b>วัคซีนชนิดแห้งเก็บไว้ที่ 2-8 ํC หรือต่ำกว่า หรือกันแสง ส่วนตัวทำละลายเก็บในตู้เย็นหรือ อุณหภูมิห้องก็ได้       <br />ให้ดูคำแนะนำจากเอกสารประกอบ (ขึ้นกับข้อมูลการผลิต + ความคงตัว) เมื่อผสมให้รอจนการละลายสมบูรณ์       <br />ไม่มีผงอนุภาค เหลืออยู่ หรือการปนเปื้อนก่อนนำไปฉีด และให้รีบใช้ ภายใน 30 นาทีหลังผสมตัวทำละลายแล้ว </p>
<p><b>การให้วัคซีน        <br /></b>อาจให้พร้อมกับวัคซีนอื่นได้ ที่เป็น inactivated vaccine แต่ควรแยกฉีดคนละตำแหน่ง และใช้หลอด&#160; เข็มฉีดยาแยก ในกรณีวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อหัดควรให้ห่างกัน 1 เดือนเป็นอย่างน้อย และไม่ควรฉีดร่วมกับ วัคซีนเชื้อเป็นอื่นๆ เช่นกัน </p>
<p><b>ข้อควรระวัง        <br /></b>ไม่ใช้ในสตรีมีครรภ์ และควรเลี่ยงการ มีครรภ์ ในช่วง 3 เดือนหลังฉีดวัคซีน ส่วนสตรีให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูล ไม่ให้ขณะมีไข้สูงเฉียบพลัน ไม่ให้ในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ต่ำกว่า 1,200/ml. หรืออาการอื่นที่แสดงว่า ภูมิคุ้มกันขาดประสิทธิภาพ       <br />ที่มา:<a title="http://www.gpo.or.th/news/interest/inter12.htm" href="http://www.gpo.or.th/news/interest/inter12.htm">http://www.gpo.or.th/news/interest/inter12.htm</a></p>
</blockquote>
<p>ได้รู้จักกับเชื้อโรคอีสุกอีใสกันแล้วนะครับ ในสังคมยุคไอที ถ้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ค้นจาก Internet กันครับเรียกได้ว่าสะดวกและรวดเร็วซึ่งก็สามารถทำให้เราสามารถตัดสินใจทำอย่างหนึ่งใดได้ทันท่วงทีครับ    </p>
<p>สำหรับคุณพ่อและคุณแม่ท่านใดที่มีลูกเล็กๆ และได้ไปฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้วมีอะไรที่จะแนะนำก็ลองฝาก comment ไว้ได้นะครับ เพราะพ่อปัน ปัน ก็กำลังตัดสินใจว่าจะพาลูกชายไปฉีดวัคซีนอยู่พอดีครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/810/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>13</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคมือเท้าปาก</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/762</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/762#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 12:40:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Hand-Foot-and-Mouth-Disease]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมือเท้าปาก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมือเท้าปากเปื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคแทรกซ้อนในเด็ก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/archives/762</guid>
		<description><![CDATA[&#160; สืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลเมื่อช่วง “วันพ่อแห่งชาติ” และพ่อปัน ปัน ก็พาไปพบคุณหมอซึ่งคุณหมอท่านก็ตรวจน้องปัน ปัน โดยตรวจแบบละเอียดเลยก็ว่าได้คุณหมอบอกว่าช่วงนี้ “โรคมือเท้าปาก” กำลังระบาดหนักในเด็กเล็กครับ พ่อปัน ปัน เลยไปสืบค้นจาก “พี่กู” มาให้ครับว่า “โรคมือเท้าปาก” เป็นอย่างไรเพื่อช่วยกันหาวิธีสังเกตุและช่วยกันป้องกันครับ โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth-Disease) หรือโรคที่ติดปากกันทั่วไปว่า &#34;โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย&#34; เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อ enterovirus มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำใส (vesicular lesion) ที่ปาก มือ และเท้า ประวัติความเป็นมา พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16) พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/foot.png"><img title="Hand-Foot-and-Mouth-Disease" style="border-top-width: 0px; display: block; border-left-width: 0px; float: none; border-bottom-width: 0px; margin-left: auto; margin-right: auto; border-right-width: 0px" height="238" alt="Hand-Foot-and-Mouth-Disease" src="http://www.blogpun.com/wp-content/uploads/2009/12/foot_thumb.png" width="400" border="0" /></a>&#160; <br />สืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลเมื่อช่วง “วันพ่อแห่งชาติ” และพ่อปัน ปัน ก็พาไปพบคุณหมอซึ่งคุณหมอท่านก็ตรวจน้องปัน ปัน โดยตรวจแบบละเอียดเลยก็ว่าได้คุณหมอบอกว่าช่วงนี้ “โรคมือเท้าปาก” กำลังระบาดหนักในเด็กเล็กครับ พ่อปัน ปัน เลยไปสืบค้นจาก “พี่กู” มาให้ครับว่า “โรคมือเท้าปาก” เป็นอย่างไรเพื่อช่วยกันหาวิธีสังเกตุและช่วยกันป้องกันครับ   </p>
<blockquote><p><b>โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth-Disease)</b>       <br /></strong>หรือโรคที่ติดปากกันทั่วไปว่า &quot;โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย&quot; เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อ enterovirus มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำใส (vesicular lesion) ที่ปาก มือ และเท้า       </p>
<p><strong>ประวัติความเป็นมา        <br /></strong>พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16)       <br />พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นมีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก       </p>
<p>โรค มือ เท้า ปาก มีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในประเทศเขตหนาว มักพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ ร่วง ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ในเขตร้อนชื้นรวมทั้งประเทศไทยพบได้ตลอด ทั้งปี แต่จะชุกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อที่พบเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละการระบาด ส่วนใหญ่ที่พบเชื้อ Coxsackie virus A16, Enterovirus 71และ Echovirusแต่เชื้อที่พบในการระบาดแต่วผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง พบผู้เสียชีวิตและพิการตามมาได้บ่อยคือ Enterovirus 71 ในประเทศไทย โรคมือ เท้า ปาก มีสาเหตุจาก EV71 ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งเชื้อ EV71 นั้นมี โอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรงในผู้ป่วย       </p>
<p> <span id="more-762"></span>
<p><strong>การติดต่อ        <br /></strong>โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อกันได้ง่ายพอสมควร โดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากจมูก , ลําคอ และนํ้าจากในตุ่มใส (respiratory route)อุจจาระของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสอยู่ (fecal &#8211; oral route ) ช่วงที่แพร่กระจายมากที่สุด คือ ในสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการ และจะยังแพร่เชื้อได้จนกว่ารอยโรคจะหายไป แต่ก็ยังพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยต่อได้อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3 วัน โรคนี้ไม่สามารถติดติอจากคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คนได้       </p>
<p><strong>พยาธิวิทยา        <br /></strong>โรค มือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม enterovirus ซึ่งอยู่สายพันธุ์ ของ T6N picornavirus เชื้อที่พบเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดโดยทั่วไป คือ coxsackie A16 รองลงมาคือ enterovirus 71 มักพบในการระบาด ส่วนในรายที่พบประปราย พบสาเหตุจากเชื้อหลายชนิด ได้แก่ coxsackie virus A4-10, B2 และ B5       </p>
<p><strong>อาการและอาการแสดง        <br /></strong>อาการเริ่มต้น คือ มักเป็นไข้ที่ไม่มีอาการอะไรในช่วงแรก โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน มักจะเริ่มจากการมีไข้ต่ำๆ ประมาณ 38-39 องศา และมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ระยะนี้จะมีระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือ และเท้าตามมา อาการแสดงที่พบ มักจะมีอาการแสดงในหลายระบบ เช่น</p>
<p>1) ระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการเหมือนไข้หวัด ไอ มีน้ำมูกใส เจ็บคอ      <br />2) ทางผิวหนัง       <br />3) ทางระบบประสาท เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมองอักเสบ       <br />4) ทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำเล็กน้อย ปวดหัว อาเจียน       <br />5) ทางตา มักพบเยื่อบุตาอักเสบ (chemosis and conjuntivitis) และ       <br />6) ทางหัวใจ เช่นสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อาการอาจมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการที่พบบ่อยเช่น</p>
<p><strong>รอยโรคบริเวณปาก</strong>       <br />พบในผู้ป่วยทั้งหมด มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห่ง พบได้ทุกบริเวณในปากแต่ที่พบได้บ่อย คือ เพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดง อาจนูนเล็กน้อย ขนาด 2-8 มิลลิเมตร จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดง ช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ รอยโรคในระยะนี้ แต่ก็มักพบลักษณะเป็นแผลตื้นๆ สีเหลืองถึงเทาของแดง ซึ่งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้       </p>
<p><strong>รอยโรคที่ผิวหนัง</strong>       <br />อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย จํานวนตั้งแต่ 2-3 แห่งไปจนถึง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยกว่าเท้า ลักษณะเป็นรอยแดงๆ อาจนูนเล็กน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสขอบแดง มีกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนัง อาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ หลังจากนั้น 2-3 วัน จะค่อยๆเริ่มตกสะเก็ด และค่อยๆ หายไปภายใน 7-10 วัน โดยทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น บริเวณอื่นๆ ที่อาจพบรอยโรคได้ เช่นกัน คือ ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้       </p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย        <br /></strong>โดยทั่วไปโรคมือ เท้า ปาก จัดว่ามีอาการน้อย โดยมากมักมีเพียงไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว และเจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ็อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แบ่งเป็น</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท        <br /></strong>1.1 ก้านสมองอักเสบ (brainstem encephalitis)       <br />1.2 สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningoencephalitis)       <br />1.3 เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ไม่ใช้การติดเชื้อแบคทีเรีย (aseptic meningitis)       <br />1.4 กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ (poliomyelitis like paralysis)</p>
<p><strong>ภาวะแทรกซ้อนระบบปอด </strong>เช่น ปอดอักเสบ       <br /><strong>ภาวะแทรกซ้อนระบบหัวใจ</strong> เช่น กล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โดยผู้ป่วยจะมีไข้นำมาก่อนประมาณ 3-6 วัน โดยมักไข้สูง หัวใจเต้นเร็ว และมักมีอาการทางระบบ ประสาทนำมาก่อน ต่อมามีอาการหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และมีปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) </p>
<p><strong>การวินิจฉัย        <br /></strong>การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช้อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดย ตรวจร่างกายพบรอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือ เท้า ปาก ร่วมกับมีไข้ การส่งตรวจรอยโรคที่ผิวหนังโดยวิธีทางพยาธิวิทยาจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ จะไม่พบ multinucleated giant cell หรือ inclusion body สำหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก่อโรค สามารถทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization ส่วนการส่งตรวจอื่นที่ส่งได้คือ       </p>
<p>-การส่ง throat swab โดยส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ค่าส่งตรวจประมาณ 900 บาท/specimen       <br />-การเก็บอุจจาระ (stool) ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกัน เพื่อตรวจด้วย-การเพาะเชื้อหรือ serology       <br />-การส่งน้ำไขสันหลัง (CSF) ตรวจทาง serology, PCR technique       </p>
<p><strong>การรักษา        <br /></strong>โรคมือ เท้า และปาก หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เป็นโรคที่สามารถหายได้เอง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน การรักษาจึงเป็นเพียงการประคับประคองและบรรเทาอาการ โดยเฉพาะการลดไข้ และลดอาการเจ็บปวด จากแผลในปาก โดยอาจใช้ยาชาป้ายบริเวณที่เป็นแผลก่อนรับประทานอาหาร ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนให้รักษาตามอาการเป็นส่วนใหญ่ หลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือ เท้า ปาก ซ้ำได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆควรแนะนําผู้ปกครองสังเกตอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อยๆ ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ซึ่งควรพาบุตรหลานมาพบแพทย์       </p>
<p><strong>การป้องกัน        <br /></strong>ที่สำคัญที่สุดคือการแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคออกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โดยเน้น contact isolation เป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้       <br />-แยกเด็กป่วยไม่ให้ร่วมกิจกรรมกับเด็กอื่น เช่น ว่ายนํ้าไปโรงเรียน ใช้สนามเด็กเล่น เป็นเวลา 1 สัปดาห์       <br />-ผู้ดูแลเด็กหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือ สัมผัสกับน้ำมูก และนํ้าลายของเด็ก       <br />-ทําความสะอาดพื้น ห้องน้ำ สุขา เครื่องใช้ ของเล่น สนามเด็กเล่น ตลอดจนเสื้อผ้าที่อาจปนเปื่อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปภายในบ้าน       <br />-มีรายงานในโกปกติที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ อาจมีเชื้อในอุจจาระได้ 6-12 สัปดาห์       </p>
<p>ที่มา:<a title="http://ramacme.ra.mahidol.ac.th/?q=node/45" href="http://ramacme.ra.mahidol.ac.th/?q=node/45">http://ramacme.ra.mahidol.ac.th/?q=node/45</a>       </p>
</blockquote>
<p> ได้รู้จัก “โรคมือเท้าปาก” กันแล้วนะครับซึ่งต้องช่วยกันสังเกตุทั้งพ่อและแม่ครับ อย่างน้อยก็ 4 ตาย่อมดีกว่า 2 ตาครับ เพราะถ้าน้องๆ เป็นแล้วก็คงต้องร้องไห้เป็นที่น่าสงสาร ถึงแม้ว่าตัว “โรคมือเท้าปาก” จะไม่รุนแรงนักแต่ว่า ความรุนแรงจะอยู่ที่การเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ที่จะตามมาสิครับน่ากลัวกว่าครับ   </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/762/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Diphtheria</title>
		<link>http://www.blogpun.com/archives/196</link>
		<comments>http://www.blogpun.com/archives/196#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Oct 2009 11:17:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พ่อปัน ปัน</dc:creator>
				<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเกี่ยวกับเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนป้องกันคอตีบ]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีนเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคคอตีบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.blogpun.com/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้พ่อไปค้นเรื่อง&#8221;โรคคอตีบ&#8221; เพื่อนำมาเขียน Blog ให้ปัน ปัน จะได้เป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กับพ่อแม่ท่านอืนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมบ้านปัน ปัน เพราะปัน ปัน ก็ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาแล้วตอนอายุ 1 ขวบครึ่ง โรคคอตีบ โรคคอตีบ(Diphtheria)เป็นโรคติดเชื้อทางเดินลมหายใจ จากการติดเชื้อ Corynebacterium diphtheria ซึ่งจะสร้างสารพิษ(toxin)ที่มีพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย สำหรับสิ่งตรวจพบและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะมีหลายแบบ ดังนี้ 1.โรคคอตีบ(pharyngeal diphtheria) เมื่อเชื้อเข้าไปเจริญที่เซลล์เยื่อบุลำคอ เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆต่อมาจะมีไข้สูง มีแผ่นเยื่อสีขาวแกมเทาที่บริเวณผนังลำคอ ทอนซิล บริเวณช่องคอจะบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอรวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมทำให้มองเห็นคางและคอบวมโตจนดูเหมือนคอวัว(bullneck) 2.โรคคอตีบที่จมูก(nasal diphtheria)จะมีแผ่นเยื่อเกิดในช่องจมูกมักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกจากจมูก 3.โรคคอตีบที่กล่องเสียง(laryngeal diphtheria) ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีแผ่นเยื่อที่หลอดลม อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้ 4.โรคคอตีบที่ผิวหนัง(cutaneous diphtheria) การรักษา 1.การให้ Diphtheria antitoxin ต้องให้ในผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าจะเป็น และต้องให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปล้างฤทธิ์ toxinของdiphtheria ก่อนที่toxinจะไปจับกับเนื่อเยื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้พ่อไปค้นเรื่อง&#8221;โรคคอตีบ&#8221; เพื่อนำมาเขียน Blog ให้ปัน ปัน จะได้เป็นการเผยแพร่ความรู้ให้กับพ่อแม่ท่านอืนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมบ้านปัน ปัน เพราะปัน ปัน ก็ได้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาแล้วตอน<a href="http://www.blogpun.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%99-1-%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87/">อายุ 1 ขวบครึ่ง</a></p>
<blockquote><p><strong>โรคคอตีบ</strong><br />
โรคคอตีบ(Diphtheria)เป็นโรคติดเชื้อทางเดินลมหายใจ จากการติดเชื้อ Corynebacterium diphtheria ซึ่งจะสร้างสารพิษ(toxin)ที่มีพิษต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี ติดต่อโดยรับเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสกับสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย</p>
<p><strong>สำหรับสิ่งตรวจพบและอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะมีหลายแบบ</strong> ดังนี้<br />
1.โรคคอตีบ(pharyngeal diphtheria) เมื่อเชื้อเข้าไปเจริญที่เซลล์เยื่อบุลำคอ เริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆต่อมาจะมีไข้สูง มีแผ่นเยื่อสีขาวแกมเทาที่บริเวณผนังลำคอ ทอนซิล บริเวณช่องคอจะบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอรวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมทำให้มองเห็นคางและคอบวมโตจนดูเหมือนคอวัว(bullneck)<br />
2.โรคคอตีบที่จมูก(nasal diphtheria)จะมีแผ่นเยื่อเกิดในช่องจมูกมักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องมีน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกจากจมูก<br />
3.โรคคอตีบที่กล่องเสียง(laryngeal diphtheria) ผู้ป่วยจะมีไข้ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก เนื่องจากมีแผ่นเยื่อที่หลอดลม อาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันได้<br />
4.โรคคอตีบที่ผิวหนัง(cutaneous diphtheria)</p>
<p><strong>การรักษา</strong><br />
1.การให้ Diphtheria antitoxin ต้องให้ในผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าจะเป็น และต้องให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปล้างฤทธิ์ toxinของdiphtheria ก่อนที่toxinจะไปจับกับเนื่อเยื่อ<br />
2.ยาปฏิชีวนะ ยาที่ใช้ได้ผลดีคือ Penicillin<br />
3.การรักษาอื่นๆ ตามอาการ เช่นนอนพัก ให้น้ำและสารอาหารให้เพียงพอ<br />
4.การรักษาอาการแทรกซ้อน ที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เส้นประสาทอักเสบ และปอดบวม</p>
<p><strong>การป้องกัน</strong><br />
โดยการฉีดวัคซีนซึ่งทำจากtoxin ของเชื้อ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในเด็กอายุ 2 ,4 ,6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีก 2 ครั้งเมื่ออายุ 1ปีครึ่ง และ 4 ปี <em>โดย นพ.ยุทธสิทธิ์ ธนพงศ์พิพัฒน์</em></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.blogpun.com/archives/196/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
