น้องปัน ปัน ปิดทองฝังลูกนิมิต-วัดหนองจะบก

งานปิดทองฝังลูกนิมิต-วัดหนองจะบก

งานปิดทองฝังลูกนิมิต-วัดหนองจะบก

ช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นประจำทุกๆ จะมีงานที่ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน และคนไทยทั่วๆ ไป ได้อิ่มบุญกันนั่นคือ “การปิดทองฝังลูกนิมิต” ซึ่งก็เป็นทำบุญอย่างหนึ่งครับ

สำหรับน้องปัน ปัน แล้วครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องปัน ปัน ได้ไปทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิต เพราะตอนที่น้องปัน ปัน ยังอยู่ในท้องแม่ปอ ปัน ปัน ก็ได้ไปแล้ว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมาปัน ปัน ก็ได้ไปทำบุญปิดทองที่วัดหนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมาครับ

สำหรับวัดหนองจะบก เป็นวัดประจำหมู่บ้านของคุณย่าแดงครับ นอกจากนั้นวัดหนองจะบกยังเป็นวัดที่พ่อปัน ปัน บวชด้วยครับ งานปิดทองฝังลูกนิมิตเริ่มตั้งแต่วันที่ 13-21 ก.พ. 53 นี้ สำหรับน้องปัน ปัน แล้วคงยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญมากนัก แต่ก็สนุกสนานกับงานนี้ครับ

น้องปัน ปัน ได้ไปวิ่งเล่นบนศาลาวัด พร้อมกับพี่น้ำขิง ซึ่งเป็นลูกสาวของป้าขัวญ พี่สาวของพ่อปัน ปัน ซึ่งคุณย่าของปัน ปัน ได้ไปทำโรงทานเพื่อทำอาหารแจกให้กับคนที่มาทำบุญที่วัดครับ อาหารที่คุณย่าปัน ปัน ทำก็จะมี ผัดหมี่โคราช (ซึ่งคุณย่าเคยประกวดได้ที่ 3 ของจังหวัดมาแล้วนะครับ) ส้มตำ เฉาก๊วย

สำหรับโรงทานนี้นอกจากคุณย่าแดงแล้ว ก็ยังมีคุณย่าหมาย ปู่อุดม พี่ปู พี่ปุ้ย ที่มาช่วยกันเรียกได้ว่ามากันทั้งครอบครัวเลยก็ว่าได้ครับ นอกจากนั้นก็ยังมีอาหารชนิดอื่นๆ ที่หลากหลายของคนอื่นๆ ที่เค้านำมาแจกจ่ายกันอีกครับ ซึ่งพ่อปัน ปัน ก็จำไม่ได้ครับ

กว่าที่พ่อปัน ปัน จะพาน้องปัน ปัน กลับบ้านก็ประมาณ 15.00น เพื่อที่จะให้คุณย่าไปเตรียมตัวซื้อของไว้ทำในวันต่อไปอีกครับ

วัยกรี๊ด

 วัยกรี๊ด  

พูดถึงเรื่องกรี๊ด…ดดด ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลากคงไม่เหมาะสม แต่สำหรับวัยเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นพัฒนาการของเด็กขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะบอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าตัวเค้าเองมีพลังนะครับ

พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน ได้เจอกับตัวเองครับถึงเหตุการณ์ที่ลูกชาย ร้องกรี๊ดๆ เวลาที่ต้องสิ่งขออะไร ก็ตามหรือแม้แต่เวลาไม่ได้สิ่งใดๆ ทันใจก็จะกรี๊ดครับ ซึ่งบางครั้งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นพี่เวลาปัน ปัน หัวเราะดีใจแบบสุดๆ ก็ยังกรี๊ดเลยครับ

พ่อปัน ปัน กำลังจะบอกว่าเด็กในวัยขนาดน้องปัน ปัน ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้นั่นเอง ยังแยกแยะไม่ออกว่า กรี๊ดเสียงดังๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเค้ายังสื่อสารด้วยคำพูดให้เราเข้าใจยังไม่ได้ เลยต้องหาวิธีพัฒนาเพื่อจะสามารถสื่อสารกับเราได้ สำหรับพ่อแม่ท่านใดที่กำลังมีลูกอยู่ในวัยเดียวกันกับน้องปัน ปัน พ่อปัน ปัน นำวิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ดมาฝากครับ

วิธีรับมือกับเด็กในวัยกรี๊ด
1. อิสระในการเรียนรู้
ไม่ได้หมายความว่าให้ตามใจลูก แต่เด็กวัยนี้คือวัยที่กำลังเรียนรู้ ชอบสำรวจ บางครั้งด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นพ่อแม่อาจห้ามไม่ให้เล่นบ้าง ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ควรดูเขาอยู่ห่างๆและให้เขาลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะหากพ่อแม่ไปห้ามลูกบ่อยๆซึ่งในบางครั้ง เขาสามารถเล่นเองได้ และไม่อันตรายนั้น เมื่อโตมาเขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง

2. วางเฉย เมื่อลูกเริ่มกรี๊ด โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ก็จะสั่งให้หยุดเดี๋ยวนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว พ่อแม่ควรอยู่เฉยๆ อย่าไปทำตามข้อเรียกร้องของลูก มิเช่นนั้นเมื่อเขาอยากได้อะไรเขาก็จะใช้วิธีนี้ในการเรียกร้องความต้องการ

แม้ว่าในบางครั้งเสียงกรี๊ดมากๆ ของลูก อาจทำให้พ่อแม่เกิดอาการปี๊ด…ดดด ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เหมือนกัน บางทีก็อยากตัดความรำคาญหรืออาจจะเกรงใจคนรอบข้างเวลาที่พาออกไปข้างนอก ซึ่งตรงนี้พ่อแม่ต้องใจแข็งพอสมควร เด็กๆร้องไปสักพักก็จะเหนื่อย เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจด้วยแล้ว เดี๋ยวก็หยุดร้องกรี๊ดได้เอง

3. เหตุผล ไม่ว่าลูกจะร้องกรี๊ดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม พ่อแม่ต้องพูดกับลูกด้วยเหตุผล การร้องเพราะถูกขัดใจ ก็ต้องบอกลูกว่าถ้าอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งคุณแม่ต้องทำแบบนี้ให้สม่ำเสมอ อย่าทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะลูกจะสับสน

4. สื่อสารกับลูกให้เยอะๆ บางครั้งที่ลูกอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ยังไม่สามารถอธิบายบอกได้ คุณแม่ใช้วิธีถามนำว่าลูกอยากได้อะไร จะเอาของเล่นเหรอ จะกินน้ำเหรอ อะไรทำนองนี้ เพราะลูกจะได้สื่อสารกับเราได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกให้ลูกได้พูดไปด้วยในตัว โดยใช้คำพูดง่ายๆ กระชับ ถ้าพูดยาวจนเกินไปเจ้าตัวเล็กอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารด้วย ต่อไปเขาก็จะรู้จักพูดคุยกับเรา ไม่ใช่วิธีการกรี๊ดแน่นอน

5. ชื่นชม ถ้าสิ่งไหนที่ลูกทำแล้วเป็นสิ่งดี ก็อย่าลืมหยอดคำชมรอยยิ้ม หรือแสดงอาการให้เขาเห็นว่าคุณพอใจมากๆ ที่เขาทำสิ่งที่ดีๆ ลูกก็จะเรียนรู้และอยากทำในสิ่งที่พ่อแม่ชื่นชม

6. แบบอย่าง เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการที่พ่อแม่ต้องเริ่มต้นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมได้เร็วมาก หากแม่ไม่พอใจแล้วโมโหเกรี้ยวกราดใส่ลูก ลูกก็จะกรี๊ดเหมือนที่แม่ทำ

7. ได้และไม่ได้ พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกรู้จักคำว่าได้และไม่ได้ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ในเรื่องของความสมหวังและผิดหวังซึ่งควรมีเหตุผลกำกับด้วยทุกครั้งว่าทำไมลูกถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้เพราะถ้าลูกเรียนรู้ที่จะได้อย่างเดียว ลูกจะไม่รู้จักความผิดหวังแต่ถ้าลูกเรียนรู้แต่ความผิดหวัง เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “พอดี”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อพื้นฐานในการสอนลูกให้มีความน่ารักมายิ่งขึ้น ซึ่งพ่อแม่ต้องมีวินัยที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ ลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวไปตามกติกามารยาททางสังคมได้ตามวัย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรัก” ซึ่งพ่อแม่ต้องรักอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่จะช่วยให้ลูกพัฒนาด้านอารมณ์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา:หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

โดยส่วนตัวแล้วพ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน จะใช้วิธีการวางเฉยเมื่อน้องปัน ปัน กรี๊ดและก็จะพูดกับน้องปัน ปัน ว่า “ไม่ดี นะลูก ปัน ปัน ต้องรู้จักรอ , หรือไม่ก็พูดกับน้องปัน ปัน ว่า ปัน ปัน ต้องการแสดงพลังเสียงใช่ไหมลูก” อีกวิธีที่พ่อปัน ปัน ทำเป็นประจำคือจะหันเหความสนใจ ไปหาอย่างอื่นๆ ที่น้องปัน ปัน ไม่ได้สนใจในขณะนั้น

พ่อแม่ท่านใดมีวิธีรับมือกับลูกน้อยในวัยกรี๊ด อย่างไรกันบ้างลองช่วยกัน Comment เข้ามานะครับ พ่อปัน ปัน จะได้นำไปปรับเปลี่ยนใช้กับน้องปัน ปัน ครับ

เด็กและความเป็นอัจฉริยะ

 Albert_Einstein

ช่วงนี้พ่อปัน ปัน กำลังเคียดเรื่องงานที่ทำอยู่ประจำ ซึ่งก็คงเหมือนๆ กับเพื่อนๆทั่วๆ ไปที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เลยปล่อยให้บล็อกลูกชายว่างเว้นไปหลายวันเลยที่เดียวครับ มาวันนี้หยิบหนังสือมาอ่านแล้วเจอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของเด็กๆ ก็เลยหยิบมาเขียนครับ

สำหรับเด็กและความเป็นอัจฉริยะ การเพิ่มพลังสมองนั้น ความจริงแล้วเราควรเริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กครับ จากการศึกษาและวิจัยทางประสาทวิทยาพบว่าถ้าเราส่งเสริมให้มีการพัฒนาสมอง “ซีกขวา” ของเด็กอายุตั้งแต่ 3-4 ปีขึ้นไปเขาก็จะกลายเป็นอัจฉริยะที่มีมันสมองอันปราดเปรื่องได้ในที่สุด

การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง เพราะสมองคนเรานั้นจะมีกลไกที่เหมือนกันคือ ในวัยเด็กเล็กสมองซีกขวาจะทำงานตามสัญชาตญาณก่อน เมื่อสมองซีกซ้ายเริ่มมีพัฒนาการขึ้น สมองซีกขวาก็จะเริ่มใช้งานน้อยลง

จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราไปเรียนหนังสือ เราจะต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสังคม ซึ่งจะเป็นการใช้สมองซีกซ้ายเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การท่องจำต่างๆ สูตรต่างๆ ทางเคมี หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับความจำ ก็ล้วนแล้วแต่เป้นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งสิ้นครับ

ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดคนเราจึงควรมีการเพิ่มพลังสมองซีกขวาควบคู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ของตัวเราเอง และไม่ทำให้สมองซีกขวาถูกทิ้งจนฝุ่นจับด้วยนั่นเอง

สมองซีกขวาคนส่วนมากใช้ประโยชน์กับมันเพียงไม่ถึง 5 % เลยก็ว่าได้เพราะสมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับการจินตนาการ งานดนตรี ศิลปะต่างๆ ความเฝ้อฝันต่างๆ แม้แต่การเล่านิทานก็ใช้สมองซีกขวานะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมองข้ามจุดนี้ไปครับ

สมัยนี้พ่อแม่ยุคใหม่พยายามเคี่ยวเข็นให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะพาไปเรียนพิเศษ หรืออื่นๆ ซึ่งก็เป็นเหมือนดาบสองคมนะครับ บางครั้งลูกๆ ของเราก็ต้องการพักผ่อนในวันหยุดกับพ่อแม่เหมือนกันนะครับ อยากเล่นตามวัยของเด็กๆ แต่พ่อแม่ก็ยังบังคับให้ต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามคำสั่ง  ซึ่งเด็กๆ ก็เลยขาดความมั่นใจในตัวเอง เลยต้องรอทำตามคำสั่งอย่างเดียวเรียกได้ว่า “คิดไม่เป็น”

อีกหนึ่งมุมมองถ้าปล่อยให้เด็กๆ ได้คิดเองทำเองได้ใช้จินตนาการ และสามารถแสดงออกมาให้เราเห็นได้ เพียงแต่เราที่เป็นพ่อและแม่ต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปแทรกความคิดหรือจินตนาการของลูก (ตามความเหมาะสม) เด็กก็จะได้ใช้สมองซีกขวา และซีกซ้ายไปพร้อมๆกันได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองทั้งสองด้านครับ

ร้านอาหารสวนเมืองพร

วิวจากร้านอาหารสวนเมืองพร

วิวจากร้านอาหารสวนเมืองพร

วันนี้พ่อปัน ปัน นำร้านอาหารมาแนะนำครับ (ไม่ได้มีส่วนได้เสียนะครับ) ซึ่งก็สืบเนื่องมาจาก “ทริปเที่ยวฟาร์มโชคชัย” ของน้องปัน ปัน นั่นแหล่ะครับ

หลังจากที่พ่อและแม่ปัน ปัน กลับจากเที่ยวฟาร์มโชคชัยก็พากันมาแวะที่ร้านอาหารสวนเมืองพรครับ ซึ่งที่นี่เค้าจะมีรีสอร์ทไว้บริการด้วยครับ แต่สำหรับพ่อและแม่ปัน ปัน แวะเข้าไปทานอาหารอย่างเดียวครับ เพราะว่าอาหารที่นี่เค้าขึ้นชื่อมากเรื่องความอร่อย เพราะนักท่องเที่ยวพูดกันแบบปากต่อปากครับ และยังมีการนำมาลงใน net อีกหลายๆ ที่ครับ

สำหรับบรรยากาศตั้งแต่ทางเข้าเลยก็จะค่อนข้างยากครับ เพราะจะอยู่เส้นทางเดียวกันกับการขึ้นไปดู “กังหัน” ของเขื่อนลำตะคลองครับ (ทางขึ้นไปเขายายเที่ยง) แต่พอเข้าไปภายในร้านก็จะมีถนน มีต้นไม้เยอะมากครับ เพราะนอกจากจะขายอาหารแล้ว ที่นี่ยังขายต้นไม้ด้วยนะครับ แต่จะเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ครับ บรรยากาศร่มรื่น เพราะต้นไม้เยอะ

ปัน ปัน กินน้ำองุ่น

ปัน ปัน กินน้ำองุ่น

อาหารที่พ่อกับแม่ปัน ปัน สั่งก็จะมี สเต็กเนื้อนกกระจอกเทศ , สเต็กเนื้อปลาทะเล (จำชื่อปลาไม่ได้) , ไส้กรอกเยอรมัน , น้ำองุ่น 1 ขวด แต่น่าเสียดายครับพ่อปัน ปัน ไม่ได้เก็บรูปมาฝากครับ เพราะมัวแต่วุ่นกับน้องปัน ปัน ครับแต่ก็สนุกดีครับ

รสชาดของอาหารพ่อปัน ปัน ว่าก็ใช้ได้ครับ สมกับคำลำลือกันครับ แต่ว่าพ่อปัน ปัน ยังไม่ได้ทดลองอาหารประเภทอื่นๆ นะครับ เพราะแค่ 3 อย่างก็กินไม่ไหวแล้วต้องให้เด็กเสริฟห่อกลับไปกินต่อที่บ้านครับ สำหรับราคาก็สมเหตุ สมผลครับ ตกประมาณ 800-900 กว่าๆ ครับ

ถ้าท่านใดมีโอกาสมาเที่ยวแถวโคราช หรือที่เขื่อนลำตะคลอง ก็ไม่ควรพลาดนะครับ และอย่าเพิ่งเชื่อพ่อปัน ปัน ครับว่าอาหารอร่อยต้องลองมาพิสูตรเองครับถึงจะรู้ครับ

ทริปเที่ยวฟาร์มโชคชัย

หลังจากที่พ่อปัน ปัน เคยวางแผนว่าจะพาน้องปัน ปัน ไปเที่ยวฟาร์มโชคชัยแล้วพบกับ ความผิดหวัง เมื่อวันที่ 30 มค. ที่ผ่านมาน้องปัน ปัน ก็สมหวังแล้วครับ 
 
เราสามคนตื่นนอนตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกัน น้องปัน ปัน ตื่นนอนตั้งแต่ 6 โมงเช้ากว่าจะเตรียมตัวเสร็จก็ประมาณ 7 โมงกว่าๆ พ่อและแม่ต้องเตรียมขวดนม เสื้อผ้า กว่าจะออกเดินทางกันก็ประมาณ 8 โมงกว่าเพราะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ระยะทางจากบ้านปัน ปัน ไปฟาร์มโชคชัคประมาณ 90 กม. ครับ

บัตรเข้าชมฟาร์ม 11.20น
ไปถึงฟาร์มโชคชัยก็ประมาณ 10 โมงกว่าๆ ส่วนน้องปัน ปัน ยังนอนหลับอยู่ครับ ยังไม่ตื่น พ่อต้องไปรับตั๋วที่จองไว้ก่อนหน้านั้นหลายวัน เพราะกว่าจะผิดหวังอีกครับ พอเกือบถึงเวลาพ่อกับแม่ก็ปลุกน้องปัน ปัน ก็ประมาณ 11 โมงครับเพื่อเตรียมตัวเข้าไปชมในฟาร์มโชคชัย

Read more

Page 2 of 4212345102030...Last »