สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

หลังจากที่น้องปัน ปัน ต้องนอนโรงพยาบาลตั้ง 3 วัน อีกทั้งคุณหมอก็นัดก็นัด พ่อและแม่ปัน ปัน ไปฟังผลการตรวจอึของน้องปัน ปัน ซึ่งคุณหมอบอกว่าต้องใช้เวลาในการเพาะเชื้อ ประมาณ 3 วันครับ

ซึ่งผลการตรวจออกมาคุณหมอบอกว่าเจอเชื้อเหมือนกัน แต่ก็ไม่ค่อยร้ายแรงครับ คุณหมอเลยให้ทานยาที่จ่ายครั้งแรกให้หมอแล้วค่อยมาดูอาการอีกครั้งครับ พ่อและแม่ปัน ปัน ก็ค่อยเบาใจไปเปราะหนึ่งครับ

มาวันนี้หลังจากที่น้องปัน ปัน หายดีแล้วและกลับมาขับถ่ายแบบปกติ และกินอาหารได้เหมือนเดิมแล้ว แต่พ่อและแม่ปัน ปัน ต้องระวังเรื่องอาหารเป็นพิเศษครับ เรียกว่าต้องเลือกก็ว่าได้ครับ

หลังจากที่พาน้องปัน ปัน นอนแล้ว พ่อปัน ปัน มานั่งเปิดรูปที่ถ่ายเก็บไว้เตรียมนำไปอัด พอดีมาเจอรูปที่ถ่ายตอนที่พาน้องปัน ปัน ไปเที่ยวสวนสัตว์เปิดเขาเขียวครับ เลยนำมาลงให้เพื่อนๆ ได้แวะมาทักทายกัน เผื่อว่าเพื่อนๆ ท่านใดมีโอกาสผ่านมาแถวชลบุรีก็จะได้เที่ยวกันครับ ขอบอกครับบรรยากาศดีมากครับ น่าพาบุตรหลานมาเที่ยวครับ

 เบื้องหลังการเติบโต

ภาพนี้เป็นการให้อาหารเจ้ากวางน้องครับ มีเป็นฝูงเลยครับเรียกว่าอิ่มกันทั้งวันเลยที่เดียว ที่นี่กวางจะเชื่อครับ เพราะทางสวนสัตว์เลี้ยงแบบปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดครับ แต่ก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยเหมือนกันนะครับ

ฮิปโป

ภาพนี้เป็นฮิปโป ครับ เวลาป้อนอาหารต้องใช้ความเม่นยำนิดหน่อย เพราะต้องโยนอาหารให้เข้าปากของเจ้าฮิปโปครับ อาหารส่วนมากก็เป็นพวกผักต่างๆ ครับ

ยีราฟกินถั่ว

มาถึงส่วนที่แสดงสัตว์ที่มาจากแอฟริกาครับ เจ้ายีราฟ คอยาวแสนยาวครับ น้องปัน ปัน ก็ได้ป้อนถั่วฝักยาวเหมือนกัน พ่อปัน ปัน ก็ไม่นึกเลยครับว่า ยี่ราฟที่มาจากแอฟริกา จะรู้จัก "ถั่วฝักยาว" ด้วยครับ

แรด

นี่เป็นรูปปันแรดครับท่าน อยู่ด้านหน้าของส่วนที่แสดง เจ้าแรดตัวจริงเสียงครับ พ่อปัน ปัน เดาน้ำหนักเจ้าแรดตัวจริงน่าจะประมาณ 2-3 ตันน่าจะได้ครับ

วันนั้นทีพ่อปัน ปัน พาน้องปัน  ปัน ไปเที่ยวฝนตกครับเลยเก็บภาพสัตว์ต่างๆ ได้ไม่จุใจสักเท่าไร นี่ก็สัญญากับน้องปัน  ปันว่าจะพาไปเที่ยวอีกครั้งครับ แต่ว่ายังหาเวลาไม่ได้ครับ

พ่อปัน ปัน แนะนำว่าถ้าไม่อยากเจอกับผู้คนเยอะๆ ก็อย่าไปวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ครับ หรือวันหยุดราชการต่างๆ เพราะคนเยอะมากครับ ต้องแย่งกันทุกๆ อย่างครับ อ้ออีกอย่างหนึ่งที่นี่สามารถนำรถส่วนตัว ขับไปเที่ยวชมสัตว์ต่างๆ ได้เลยครับ นอกจากนั้นทางสวนสัตว์ยังมีรถนำชม สัตว์ต่างๆ ให้ด้วยครับ

ลำไส้อับเสบ

หลังจากที่พ่อปัน ปัน หายไปนานเลยที่เดียวครับ มาวันนี้พ่อปัน ปัน ก็มีเรื่องเกี่ยวกับน้องปัน ปัน มาเขียนได้ให้อ่านกันครับ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ที่มีน้องในวัยใกล้เคียงกับน้องปัน ปัน ถ้าได้อ่านแล้วหวังว่าจะได้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกอีกแนวทางหนึ่งครับ

เช้าตรู่ของวันที่ 10 พย. 53 ช่วงประมาณ 05.00 น พ่อกับแม่น้องปัน ปัน ต้องพาน้องปัน ปัน เข้าไปโรงพยาบาลแบบด่วน กระทันหันสืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน มีอาการอาเจียนทั้งคืน อีกทั้งยังถ่ายเหลวอีกด้วย ซึ่งตลอดทั้งคืนพ่อและแม่ปัน ปัน ก็ไม่ได้นอนเพราะมั่วแต่ห่วงลูกครับ

หัดขับรถ

ซึ่งอาการต่างๆ เริ่มบอกเหตุตั้งแต่วันที่ 9 พย. ช่วงเย็นๆ ประมาณ 5 โมงเย็นครับตอนแรกคิดว่าน่าจะเวียนหัวธรรมดา เนื่องมาจากเมารถ แต่พอกลับมาที่บ้านก้ยังไม่หาย อีกทั้งเป็นหนักกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งคนเราถ้ากินอะไรเข้าไปแล้ว อาเจียนออกมาหมด ก็จะต้องอ่อนเพลียครับ ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็กแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงครับ

คุณหมอตรวจอาการน้องปัน ปัน เบื้องต้นบอกว่า “ท้องอืด” แต่มีการอาเจียนหนักต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ซึ่งกว่าจะเดินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับห้องพัก หรืออื่นๆ ก็ประมาณ 06.00 น ของวันที่ 10 พย.แล้ว ซึ่งช่วงนี้น้องปัน ปัน ก็ยังถ่ายอยู่บ่อยๆ หมอเลยสั่งยา ฆ่าเชื้อในลำไส้และยาแก้อาเจียนก่อน โดยใส่พร้อมกันในถุงน้ำเกลือเลยครับ

ใจเกิน 100 ครับ

ต่อจากนั้นน้องปัน ปัน ก็ต้องเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งอึ และฉี่ด้วยครับ ซึ่งกว่าจะเจาะเลือดได้ก็ต้องร้องกันลั่น โรงพยาบาลเลยที่เดียว หลังจากนั้นคุณหมอก็มาสอบถามว่าน้อองปัน ปัน ไปทานอะไรมาบ้างในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งพ่อและแม่ปัน ปัน ก็ให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับอาหารที่ให้น้องปัน ปัน ทานมา

ช่วงระยะเวลาที่นอนโรงพยาบาลทั้งพ่อและแม่น้องปัน ปัน ก็ไม่ได้หลับเต็มที่เพราะต้องคอยสังเกตุอาการลูก และคอยตอบข้อซักถามของพยาบาลที่เข้ามาสอบถามอาการน้องปัน ปัน บ่อยๆ อีกทั้งยังต้องคอยป้อนยา “ลดอาการท้องอืด” อีกด้วย

ระยะเวลา 3 วันเต็มๆ ที่ต้องนอนโรงพยาบาลกับน้องปัน ปัน เพื่อเฝ้าดูอาการลูก คุณหมอก็จะจ่ายต่างๆ ตามอาการที่เจอในแต่ละวัน ซึ่งบางวันอาจจะมีไข้สูงบ้าง หรือไม่มีไข้บ้างก็แล้วแต่ตัวเด็ก และภูมิคุ้มกัน ซึ่งน้องปัน ปัน 2 วันแรกไม่มีไข้ แต่คืนที่ 3 อยู่ๆ ก็ไข้ขึ้นสูงถึงประมาณ 38.2 องศา พยาบาลต้องรีบให้ทานยาลดไข้ทันที่

ขับไม่เกิน 80 กม / ชม

ซึ่งจาก 3 วันที่ผ่านมาพ่อปัน ปัน ได้ข้อคิด และวิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการรับมือกับเด็กที่เจ็บป่วยจาก พยาบาลและหมอระดับหนึ่งครับจึงอยากนำมาเขียนแนะนำไว้ให้พ่อแม่ทั้งหลายได้อ่านกันครับซึ่งก็แล้วแต่ละท่านที่จะนำไปปรับแก้ไข กันตามสถานการณ์ต่างๆ กันครับ

1. การเฝ้าสังเกตุอาการลูกตัวเองโดยบอกรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับอาการครับ
2. การหัดลูกๆ ให้ลูกรู้จักวิธีการวัดไข้แบบต่างๆ (อันนี้สำคัญ) เพราะเด็กยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งน้องปัน ปัน เจอมาแล้วครับ
ไม่ยอมท่าเดียว เพราะต้องวัดที่รักแร้ครับ (ระยะเวลาประมาณ 2-3 นาที)
3. เรื่องของอาหารการกินของลูกครับ
4. ถามหมอและพยาบาลให้มากเกี่ยวกับยาที่ให้ลูกเราว่ามีผลกระทบอย่างไร , วิธีสังเกตุอาการข้างเคียงต่างๆ
5. ชื่อยาต่างๆ ที่ลูกเราแพ้ครับ รวมทั้งอาหารด้วย
6. พยายามจำกัดพื้นที่เด็กให้อยู่แต่ในห้องครับ ไม่ให้ออกไปนอกห้องที่นอนพักรักษาตัว
7.กำลังใจครับ
8.ของเล่นต่างๆ หนังสือนิทาน
9.สภาพแวดล้อมและบรรยากาศ

พ่อปัน ปัน พอจะนึกมาได้ประมาณ 9 ข้อครับซึ่งท่านอื่นๆ อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ครับ แล้วลองมาวิเคราะห์กันที่ละข้อ ไปเลยครับว่าสำคัญอย่างไรบ้าง

ข้อที่ 1 พ่อและแม่หรือคนเลี้ยงดูลูกเรา จะใกล้ชิดที่สุดกว่าหมอครับ คุณหมอก็จะสอบถามอาการต่างๆ จากพ่อและองแม่ครับ และจ่ายยาตามอาการที่เจอครับ
ข้อที่ 2 เพราะเด็กต้องเรียนรู้ครับว่าเวลาไปหาหมอต้องทำอย่างๆ เพราะทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้กับ “การเจ็บป่วย” เช่นลองเล่นกันลูกเรื่องการตรวจหู หรือให้ลูกอ้าปากกว้างๆ เพื่อให้หมอตรวจคอครับ แม้แต่การมีปรอทวัดไข้ติดประจำบ้านไว้ก็ดีครับ เพราะอย่างน้องเราก็ต้องรู้แล้วว่า อุณหภูมิที่ มากกว่า 37.5 องศา นั้นลูกเราเริ่มมีไข้อ่อนๆ แล้วนะครับ
ข้อที่ 3 อย่าห่วงแต่ปากตัวเองคือพ่อและแม่ก่อน ต้องคิดว่าปากลูกต้องมาก่อนเสอมครับเพราะเด็กยังมีภูมิต้านทานเกี่ยวกับโรคต่างๆ น้อยกว่าเราครับ
ข้อที่ 4 ยาบางตัวสามารถผสมลงในน้ำเกลือได้ครับ แต่ก็มีเหมือนกันที่ผสมไม่ได้ ยิ่งถ้าเด็กคนไหนกินยายากแล้วละก็จบกันครับ อีกวิธีหนึ่งครับผสมยากับน้ำหวานต่างๆ ซึ่งเด็กๆ ก็จะชอบครับ และให้พ่อแม่ทุกท่านหัดสังเกตุ ปริมาณยาต่างๆ หรือน้ำเกลือที่ให้ลูกครับว่า rate อยู่ที่เท่าไร พ่อปัน ปัน ว่าไม่ยากครับ เพราะที่ขวดน้ำเกลือเอาก็มี scal บอกไว้ครับว่าถ้าปริมาณน้ำเกลือขนาดนี้จะใช้เวลาเท่าไร (สำคัญนะครับ)
ข้อที่ 5 จดชื่อยาต่างๆเมื่อไปพบหมอทุกครั้งถ้าจำชื่อยาไม่ได้เพราะเป็นประโยชน์ต่อตัวลูกเองครับ พ่อและแม่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะได้พบกับคุณหมอคนเดิมตลอดเวลาที่ลูกป่วย เพราะบางทีคุณหมอท่านนั้นๆ อาจติดธุระกระทันหันก็ได้ครับ
ข้อที่ 6 อันนี้คุณหมอแนะนำครับ ว่าถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องพาเด็กออกไปไหนระหว่างนอนพักรักษาตัว เพราะโรงพยาบาลก็คือแหล่งกระจายเชื้อโรคนี่เองครับ
ข้อที่ 7 ไม่ว่าผู้ป่วยที่เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องการกำลังใจในระหว่างที่ป่วยครับ พ่อปัน ปัน เจอเข้าเต็มๆกับตัวเอง วันแรกที่น้องปัน ปัน ไปเจาะเลือดและให้น้ำเกลือพ่อปัน ปัน ไม่ได้ไปดูและไปเฝ้าปล่อยให้น้องปัน ปัน อยู่กับแม่ พ่อตอนเย็นเลิกงานพ่อปัน ปัน กลับมาเยี่ยมน้องปัน ปัน น้องปัน ปัน ไม่ยอมให้จับตัวเลยครับ ไล่ให้ไปอย่างเดียว (คงคิดน้อยใจว่า ตัวปัน ปัน กำลังเจ็บพ่อไปอยู่ไหนนะ) ต้องรออยู่นานทีเดียวกว่าที่น้องปัน ปัน จะให้แตะต้องตัวครับ
ข้อที่ 8 เด็กก็คือเด็กครับ กิจกรรมส่วนใหญ่ก็คือการเล่นครับ ยิ่งถ้าป่วยแล้วเล่นไม่ได้ก็จะเบื่อครับ พ่อและแม่ต้องอย่าลืมจุดนี้ด้วยครับ ซึ่งถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ สมัยนี้มีการแข่งขันกันสูงจะจัดโซนเด็กมาเป็นพิเศษ โดยมีของเล่นมากมายให้เด็กได้เลยครับ เพราะจะทำให้เด็กไม่เบื่อที่จะมาหาหมอครับ อ้ออย่าลืมครับเด็กที่มาเล่นของเล่นส่วนมากก็จะป่วยมาด้วยกันครับ เพราะฉนั้นเวลาเล่นแล้วต้องล้างมือครับ หรือเป้นไปได้ก็เตรียมมาจากบ้านเราเองเลยครับ
ข้อที่ 9 เกี่ยวโยงกับข้อ 8 ครับ พยายามบอกกับลูกว่าการมาโรงพยาบาลด้วยสาเหตุไหน พูดในสิ่งที่ดีพยายามสร้างให้เด็กอยากที่จะมาโรงพยาบาลทำเหมือนสถานที่เด็กคุ้นเคย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนน้อยครับ พ่อปัน ปัน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้างครับ เพราะทั้ง 9 ข้อนี้พ่อปัน ปัน เจอมากับตัวเองครับจึงนำมาแบ่งปั่นครับ นี่คุณหมอนัดน้องปัน ปัน ไปดูผลการตรวจอึประมาณวันจันทร์ที่ 15 พย. นี้อีกครั้งครับซึ่งคืบหน้าอย่างไรพ่อปัน ปัน จะนำมาบอกกล่าวครับ

Page 24 of 145« First...1...20212223242526272829...35...Last »