เด็กและความเป็นอัจฉริยะ
ช่วงนี้พ่อปัน ปัน กำลังเคียดเรื่องงานที่ทำอยู่ประจำ ซึ่งก็คงเหมือนๆ กับเพื่อนๆทั่วๆ ไปที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนครับ เลยปล่อยให้บล็อกลูกชายว่างเว้นไปหลายวันเลยที่เดียวครับ มาวันนี้หยิบหนังสือมาอ่านแล้วเจอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของเด็กๆ ก็เลยหยิบมาเขียนครับ
สำหรับเด็กและความเป็นอัจฉริยะ การเพิ่มพลังสมองนั้น ความจริงแล้วเราควรเริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กครับ จากการศึกษาและวิจัยทางประสาทวิทยาพบว่าถ้าเราส่งเสริมให้มีการพัฒนาสมอง “ซีกขวา” ของเด็กอายุตั้งแต่ 3-4 ปีขึ้นไปเขาก็จะกลายเป็นอัจฉริยะที่มีมันสมองอันปราดเปรื่องได้ในที่สุด
การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง เพราะสมองคนเรานั้นจะมีกลไกที่เหมือนกันคือ ในวัยเด็กเล็กสมองซีกขวาจะทำงานตามสัญชาตญาณก่อน เมื่อสมองซีกซ้ายเริ่มมีพัฒนาการขึ้น สมองซีกขวาก็จะเริ่มใช้งานน้อยลง
จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราไปเรียนหนังสือ เราจะต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชาสังคม ซึ่งจะเป็นการใช้สมองซีกซ้ายเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การท่องจำต่างๆ สูตรต่างๆ ทางเคมี หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับความจำ ก็ล้วนแล้วแต่เป้นหน้าที่ของสมองซีกซ้ายทั้งสิ้นครับ
ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดคนเราจึงควรมีการเพิ่มพลังสมองซีกขวาควบคู่กันไปด้วยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ของตัวเราเอง และไม่ทำให้สมองซีกขวาถูกทิ้งจนฝุ่นจับด้วยนั่นเอง
สมองซีกขวาคนส่วนมากใช้ประโยชน์กับมันเพียงไม่ถึง 5 % เลยก็ว่าได้เพราะสมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับการจินตนาการ งานดนตรี ศิลปะต่างๆ ความเฝ้อฝันต่างๆ แม้แต่การเล่านิทานก็ใช้สมองซีกขวานะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมองข้ามจุดนี้ไปครับ
สมัยนี้พ่อแม่ยุคใหม่พยายามเคี่ยวเข็นให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะพาไปเรียนพิเศษ หรืออื่นๆ ซึ่งก็เป็นเหมือนดาบสองคมนะครับ บางครั้งลูกๆ ของเราก็ต้องการพักผ่อนในวันหยุดกับพ่อแม่เหมือนกันนะครับ อยากเล่นตามวัยของเด็กๆ แต่พ่อแม่ก็ยังบังคับให้ต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามคำสั่ง ซึ่งเด็กๆ ก็เลยขาดความมั่นใจในตัวเอง เลยต้องรอทำตามคำสั่งอย่างเดียวเรียกได้ว่า “คิดไม่เป็น”
อีกหนึ่งมุมมองถ้าปล่อยให้เด็กๆ ได้คิดเองทำเองได้ใช้จินตนาการ และสามารถแสดงออกมาให้เราเห็นได้ เพียงแต่เราที่เป็นพ่อและแม่ต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปแทรกความคิดหรือจินตนาการของลูก (ตามความเหมาะสม) เด็กก็จะได้ใช้สมองซีกขวา และซีกซ้ายไปพร้อมๆกันได้ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองทั้งสองด้านครับ
ร้านอาหารสวนเมืองพร
วันนี้พ่อปัน ปัน นำร้านอาหารมาแนะนำครับ (ไม่ได้มีส่วนได้เสียนะครับ) ซึ่งก็สืบเนื่องมาจาก “ทริปเที่ยวฟาร์มโชคชัย” ของน้องปัน ปัน นั่นแหล่ะครับ
หลังจากที่พ่อและแม่ปัน ปัน กลับจากเที่ยวฟาร์มโชคชัยก็พากันมาแวะที่ร้านอาหารสวนเมืองพรครับ ซึ่งที่นี่เค้าจะมีรีสอร์ทไว้บริการด้วยครับ แต่สำหรับพ่อและแม่ปัน ปัน แวะเข้าไปทานอาหารอย่างเดียวครับ เพราะว่าอาหารที่นี่เค้าขึ้นชื่อมากเรื่องความอร่อย เพราะนักท่องเที่ยวพูดกันแบบปากต่อปากครับ และยังมีการนำมาลงใน net อีกหลายๆ ที่ครับ
สำหรับบรรยากาศตั้งแต่ทางเข้าเลยก็จะค่อนข้างยากครับ เพราะจะอยู่เส้นทางเดียวกันกับการขึ้นไปดู “กังหัน” ของเขื่อนลำตะคลองครับ (ทางขึ้นไปเขายายเที่ยง) แต่พอเข้าไปภายในร้านก็จะมีถนน มีต้นไม้เยอะมากครับ เพราะนอกจากจะขายอาหารแล้ว ที่นี่ยังขายต้นไม้ด้วยนะครับ แต่จะเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ครับ บรรยากาศร่มรื่น เพราะต้นไม้เยอะ
อาหารที่พ่อกับแม่ปัน ปัน สั่งก็จะมี สเต็กเนื้อนกกระจอกเทศ , สเต็กเนื้อปลาทะเล (จำชื่อปลาไม่ได้) , ไส้กรอกเยอรมัน , น้ำองุ่น 1 ขวด แต่น่าเสียดายครับพ่อปัน ปัน ไม่ได้เก็บรูปมาฝากครับ เพราะมัวแต่วุ่นกับน้องปัน ปัน ครับแต่ก็สนุกดีครับ
รสชาดของอาหารพ่อปัน ปัน ว่าก็ใช้ได้ครับ สมกับคำลำลือกันครับ แต่ว่าพ่อปัน ปัน ยังไม่ได้ทดลองอาหารประเภทอื่นๆ นะครับ เพราะแค่ 3 อย่างก็กินไม่ไหวแล้วต้องให้เด็กเสริฟห่อกลับไปกินต่อที่บ้านครับ สำหรับราคาก็สมเหตุ สมผลครับ ตกประมาณ 800-900 กว่าๆ ครับ
ถ้าท่านใดมีโอกาสมาเที่ยวแถวโคราช หรือที่เขื่อนลำตะคลอง ก็ไม่ควรพลาดนะครับ และอย่าเพิ่งเชื่อพ่อปัน ปัน ครับว่าอาหารอร่อยต้องลองมาพิสูตรเองครับถึงจะรู้ครับ

Tags: 
