จินตนาการเด็ก

รถแมคโคร

รถแมคโคร

เมื่อ 2- 3 วันที่ผ่านมาคุณยายโทรศัพท์มาเล่าเรื่องของน้องปัน ปัน ให้แม่ปัน ปัน ฟังเกี่ยวกับปันปัน ซึ่งตัวพ่อปัน ปัน เองกับแม่ปัน ปัน ได้ฟังยังหัวเราะและแอบยิ้มเลยครับ

เรื่องมีอยู่ว่าคุณยายของน้องปัน ปัน ได้พาปัน ปัน ไปนั่งรถเที่ยวแถวๆ หมู่บ้านคำทวดนั่นแหละ (เป็นหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา) พอดีที่นั่นเค้ามีการสร้างบ้านจัดสรรกัน แล้วมันก็มีพวกรถ ขนดินเพื่อไปถมที ถมทางซึ่งหมู่บ้านนี้เมื่อก่อนเป็นสวนหมาก และสวนมะพร้าวเก่า ซึ่งร่มรื่นมาก

เกือบออกนอกเรื่องแล้วเชียว มาต่อเรื่องของปัน ปัน ครับ คุณยายก็พาปัน ปัน ไปดูรถตักดิน รถไถดินขนาดต่างๆ ที่เค้ากำลังทำงานกัน น้องปัน ปัน ก็ชอบใจใหญ่เลยเพราะไม่เคยเห็น นั่งดูอยู่ได้เป็นนาน ซึ่งเด็กๆส่วนมากพ่อปัน ปัน คิดว่าจะเป็นแบบเดียวกันกับน้องปัน ปัน เพราะได้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงเก็บข้อมูลและค่อยๆ บันทึกลงในสมองน้อยๆ ของเค้าครับ

ซึ่งเมื่อได้เห็นสิ่งที่ซ้ำๆ กันหลายครั้งก็จะจำได้ หรือแม้แต่ถ้าเด็กคนไหนความจำเก่งก็อาจจะเห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถที่จะจดจำได้เลยครับ (เด็กคนนั้นก็อาจมีแววเป็นอัจฉริยะเลยก็ได้ครับ)

หลังจากน้องปัน ปัน เริ่มเบื่อคุณยายก็พากลับมาบ้าน พอดีที่บ้านคุณยายกำลังมีการซื้อดินมาถมที่อยู่พอดี พอน้องปัน ปัน ลงจากรถได้ก็วิ่งตรงไปที่กองดินเลย แล้วก็ทำท่าทางเหมือนว่ากำลังโค้งตัวเพื่อตักดินอยู่ (ลองจิตรนาการตามเหมือนกับรถแมคโครที่กำลังตักดินนะครับ) คุณยายและเพื่อนๆ คุณยายได้เห็นพากันหัวเราะกันยกใหญ่ ทุกคนรู้เลยว่าน้องปัน ปัน ได้ไปเห็นอะไรมา

นี่อาจเป็นเพียงจิตรนาการเริ่มต้นของเด็กๆ ครับที่จะพยายามจะสื่อสารและบอกกล่าวกับเรา วิ่งเด็กต้องหาวิธีการสื่อสารกับเราด้วยวิธีการแบบเด็กๆ เพียงแต่เราที่เป็นผู้ใหญ่จะต้องถอดรหัส หรือโค้ดต่างๆ ที่เด็กสื่อสารมาให้ได้ ซึ่งพ่อปัน ปัน ก็คิดว่าเป็นการดีเสียอีกนะครับที่เราจะได้เป็นการฝึกสมองของเราให้ได้คิดตลอดเวลาครับ

จิตรนาการเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์แบบเด็กๆ ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ มาแอบแฝง คิดอย่างไรก็ทำเลยยังขาดการไตร่ตรอง เราที่เป็นพ่อและแม่ หรือว่าผู้ใหญ่กว่าต้องคอยอบรมสั่งสอน และเป็นพี่เลี้ยงให้เค้าในเกือบจะทุกๆด้านอย่างน้อยก็ให้เค้าเติบโตมาช่วยเหลือตนเองได้ และดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้วครับ

รังสีโทรทัศน์

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

 รังสีโทรทัศน์ วันนี้พ่อ ปัน ปัน มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับประจำวันที่ 15 มค.53 ที่ผ่านมาพอดีไปอ่านเจอใน คอลัมน์ “เก็บเรื่องมาเล่า” ของคุณ ชนา ชลาศัย เห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาเขียนใน บล็อกปัน ปัน ครับ

เจ้าของบทความเป็น คุณหมอชื่อ พ.ญ. สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด ท่านบอกว่า รังสีโทรทัศน์หมายถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งพบได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์ พัดลม หรือว่าอื่นๆ

ในปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนเกี่ยวกับผลเสียของคลื่นดังกล่าวว่า ปริมาณมากน้อยเพียงใดจึงจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่มีคำแนะนำว่า ไม่ควรเอาตัวไปอยู่ใกล้ๆ กับอุปกรณ์เหล่านั้น ขณะที่อุปเหล่านั้นทำงานอยู่ สำหรับโทรทัศน์แนะนำว่าควรห่างอย่างน้อย 2 ฟุตจากหน้าจอ เพื่อป้องกันการได้รับคลื่นดังกล่าว

สำหรับคำแนะนำในการถนอมสายตาในตอนดูโทรทัศน์ให้อยู่ห่างจากหน้าจอ 5 เท่าของเส้นทแยงมุมหน้าจอ ผลเสียของโทรทัศน์ต่อลูกน้อยของเราที่ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือเรื่องของปัญหาพัฒนาการและปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากการดูโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการพูดช้า พัฒนาการเคลื่อนไหวไม่สมวัย หรืออื่นๆ

สาเหตุเพราะเด็กๆ ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว และทำให้เกิดเป็นโรคอ้วนตามมาเมื่อกินไปด้วยดูไปด้วย ปัญหาด้านสมาธิสั้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากจดจ่อกับการดูโทรทัศน์ ใช้เวลาว่างไม่เป็นประโยชน์ ไม่เหลือเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์กว่าการดูโทรทัศน์

 เกิดการเลียนแบบต่างๆ หรือซึมซับความก้าวร้าวจากโทรทัศน์ เด็กได้รู้เรื่องเพศ บุหรี่ เหล้าและยาเสพติดจากโทรทัศน์แบบผิดๆ การได้รับค่านิยมมาจากรายการโทรทัศน์ เช่น แฟชั่น อยากสวย อยากผอม โฆษณาสินค้าที่เกินความจริงมัวเมาให้หลงไหลในวัตถุนิยมต่างๆ

เพื่อป้องกันปัญหาพัฒนาการและปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากโทรทัศน์ สมาคมกุมารแพทย์ทั่วโลกต่างแนะนำว่า ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูโทรทัศน์ เด็กอายุ 2-4 ขวบ ไม่ควรดูเกินวันละครึ่งชั่วโมง และถ้าถึงเวลาดูโทรทัศน์พ่อและแม่ควรนั่งอยู่ดูเป็นเพื่อนด้วยเสมอและควรให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

ได้อ่านบทความนี้แล้วจะเห็นว่าโทรทัศน์มีผลดีต่อเด็กน้อยมาก ถ้ายังเป็นเด็กเล็ก เพราะพัฒนาการต่างๆ ของเด็กเล็กในช่วงแรกๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อพ้นจากวัยที่เด็กคลานได้ก็เริ่มหัดเดิน หัดวิ่งต่างๆ และสังเกตสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเด็ก

ตอนนี้คุณตาและคุณยายของน้องปัน ปัน แอบแซวว่า น้องปัน ปันเดินไม่หยุดเลยสำรวจไปทั่วไม่รู้จักเหน็ดเหนี่อย จะหยุดก็ตอนกินนมและนอนเท่านั้นเองนี่ก็เป็นเพียงพัฒนาการของน้องปัน ปัน อย่างหนึ่งครับซึ่งก็คงเหมือนๆ กับเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันครับ

Page 47 of 145« First...1...43444546474849505152...58...Last »